วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ตอนที่ 23 “ท่วมไม่เสีย แล้งไม่เสีย” คือความคิดของชาวลาวบ้านธารามะกอกที่เริ่มส่งเสียลูกหลานให้เรียนสูง

ตอนที่ 23 “ท่วมไม่เสีย แล้งไม่เสีย คือความคิดของชาวลาวบ้านธารามะกอกที่เริ่มส่งเสียลูกหลานให้เรียนสูง

เมื่อชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกทำนาในแต่ละปีต้องพึ่งพาอาศัยสภาพดินฟ้าอากาศเป็นสำคัญ ซึ่งปีไหนเทวดาฟ้าดินใจดีท่านก็ดลบันดาลให้มีฝนตกต้องตามฤดูกาลทำนาได้ ดี  ปีใดท่านโกรธก็บันดาลให้เกิดสภาวะแห้งแล้งฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลทำนาไม่ได้  ปีใดท่านโกรธหนักขึ้นท่านก็บันดาลให้น้ำท่วมไร่นา  การทำไร่ทำนาของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกจึงมีความเสี่ยงสูงมาก เป็นเรื่องที่เข้ากับคำพังเพยที่ว่า ท่วมก็เสีย แล้งก็เสีย

พวกพ่อแม่ผู้ปกครองของลูกหลานลาวเวียงจันทน์ เขาจึงมีความคิดที่จะไม่ให้ลูกหลานของพวกเขาต้องมาตกทุกข์ได้ยากด้วยการทำไร่ทำนาอีกต่อไป วิธีที่ลูกหลานจะไม่ต้องทำนาทำไร่ก็จะต้องส่งเสียพวกเขาให้ได้รับการศึกษาสูงขึ้น และอาชีพที่พวกเขาหมายตาที่จะให้ทำก็คือ อาชีพรับราชการ หรือไม่ก็อาชีพทำงานในเมืองหรือในโรงงานอุตสาหกรรม

ความคิดนี้เองก็จึงเป็นที่มาของการที่ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกเริ่มต้นให้ลูกหลานได้เรียนสูงขึ้นหลังจากจบชั้นประถมปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดหัวดงใต้แล้ว

ในระยะแรกหลังจากมีความคิดเช่นนี้แล้ว ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกยังมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ยังแย่อยู่ ซึ่งก็ยากที่จะส่งบุตรหลานให้เรียนสูงขึ้นได้ พวกเขาจึงได้ใช้วิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายโดยให้ลูกหลานบวชเป็นสามเณรเพื่อใช้ช่องทางนี้ศึกษาเล่าเรียนความรู้ทางศาสนาและทางโลกไปพร้อมๆกัน

จากวิธีนี้เองทำให้ลูกหลานของชาวลาวบ้านธารามะกอกหลายคนสามารถเคลื่อนย้ายฐานะทางสังคมจากอาชีพทำไร่ทำนาอย่างบรรพบุรุษ มาทำอาชีพรับราชการบ้าง เป็นเจ้าหน้าที่คนงานตามเมืองและตามโรงงานอุตสาหกรรมบ้าง  

งานพวกนี้ถึงจะอย่างไร แม้ว่าจะได้เงินดาวน์เงินเดือนน้อยหน่อยแต่ก็ยังดี เพราะเป็นงานที่พวกเขาเรียกว่า ท่วมก็ไม่เสีย แล้งก็ไม่เสีย” เหมือนอย่างทำนาทำไร่

ตอนที่ 22 เพลงชุด “ปริญญาชาวนา” คือตัวอย่างเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก


เพลงชุด ปริญญาชาวนา คือตัวอย่างเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

เพลงชุด ปริญญาชาวนา อาจถือได้ว่าเป็นเพลงอย่างที่ทางพระบอกว่า เพลงขับประกอบด้วยธรรม ด้วยว่าเป็นเพลงที่ให้ความจริงเกี่ยวกับชีวิตคน ฟังแล้วเกิดปัญญา กระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกแห่งคุณงามความดี ไม่ใช่เพลงประเภทประโลมโลกีย์ชนิดน้ำเน่าผู้แต่งเพลงชุดนี้ได้นำเรื่องราวของชีวิตของชาวนาไทยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมาเสนอในรูปของเพลง คนขับขานเพลงขับประกอบด้วยธรรมชุดนี้ คือคุณ ธานินทร์ อินทรเทพ และชีวิตของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกอยู่ติดอยู่ในกลุ่มของชาวนาไทยเหล่านั้นและก็มีวิถีชีวิตเหมือนบทเพลงที่ขับขานไม่มีผิด

เพลงชุด ปริญญาชาวนา มีเพลงและสาระของเพลงดังนี้:

1.ปริญญาชาวนา

เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย จบโรงเรียนประชาบาล ฉันไม่ได้เรียนต่อต้องช่วยพ่อทำนา...
บอกถึงชีวิตเด็กคนหนึ่งต้องออกจากโรงเรียนเมื่อจบชั้น ป.4 ไปช่วยพ่อทำนา เลิกเรียนอ่านเขียนไปใช้ชีวิตในท้องทุ่ง

2.ผู้ชนะคือควาย
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย ฟ้าดำต่ำลงเหนือดงตาล ขี่ควายกลับบ้านผ่านแทรกเตอร์กำนัน...
บอกถึงความสำคัญของควายที่เหนือกว่าเครื่องทุ่นแรงรถไถนาที่ถูกคนรวยนำมาใช้ไถนาแทนควาย

3.ขุดทองกลับบ้าน
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย เดินทางไกลไปหางานดำ ตาดำๆคอยอยู่เมืองไทย...
ความยากจนและความเป็นหนี้สินรุงรังทำให้ต้องเดินทางไปขายแรงงานในตะวันออกกลาง ต้องพลัดพรากจากครอบครัว เมื่อหมดสัญญาจ้างก็เดินทางกลับมาบ้านที่เมืองไทย

4.สงกรานต์น้ำตา
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย เดือนมีนานภาร้อนแรง แสงแดดแผดเผาดิน...
บางรายหลังไปขุดทองเมื่อกลับมาเมืองไทยแล้วคนรักเปลี่ยนไปมีคนรักใหม่ (อย่างที่พูดกันว่า ก่อนไปเสียนา กลับมาเสียเมีย) เมื่อถึงวันสงกรานต์ก็ไม่ยอมกลับบ้าน ทำให้หนุ่มตรอมตรม

5. เทพธิดาผ้าซิ่น
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย ยามดึกนับดวงดาวดวงเดือน ขอยืมเป็นเพื่อนยามนอน...
เมื่อเป็นหนุ่มชาวนาก็ต้องเลือกสาวชาวนาเป็นคู่ทุกข์คู่ยากตามวาสนาของคนยาก

6.นิราศทะเลทราย
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย โอ้เจ้านกขมิ้นเอย ตัวเจ้าเคยเหลืองอ่อน...
เล่าถึงความลำบากของตนที่ออกไปขายแรงงานที่ต่างประเทศ ไปทำงานในทะเลทรายที่เวิ้งว้าง เขียนจดหมายถ่ายรูปทะเลทรายส่งมาถึงคนรัก

7. แผ่นดินของเรา
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย แผ่นดินของใคร ลมไพรโปรดถามหัวใจของข้า...
บอกถึงความรักของคนไกลบ้านว่าไม่มีที่ใดอีกแล้วจะดีไปกว่าบ้านของเรา แม้กายเราจะอยู่ในต่างถิ่นต่างแดน แต่ใจเรานึกถึงแต่แผ่นดินไทยเสมอ

8.แผ่นดินหอม
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย ยามเมื่อน้ำท่วมนา ปลาลำพอง แต่ชาวนาน้ำตานอง...
บอกถึงแผ่นดินท้องนาที่ถูกน้ำท่วมทำให้ชาวนาเป็นทุกข์ ได้แต่อ้อนวอนธรรมชาติให้ช่วยน้ำให้แห้ง

9.แม่โพสพสังสันทน์
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย คิดถึงท้องนาเวลาเกี่ยวข้าว สาวรุมชุมนุมกันมา...
กล่าวถึงการประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวอันเป็นประเพณีดั้งเดิมของไทย

10. ชมนางนา
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย น้องนางอยู่กลางทุ่งนา แม้ด้อยการศึกษา...
เป็นคำชมความงามและความดีของสาวชาวนา แม้ว่าจะด้อยการศึกษา ไม่ได้เรียนหนังสือเกิน ป.4 และไม่งามเลิศลอยเหมือนชาวกรุง แต่เธอทั้งหลายก็เป็นผู้มีคุณูปการต่อคนทั้งหลายในฐานะผู้ผลิตข้าวเลี้ยงชาวไทยและชาวโลก

11. แม่พิมพ์-ดาวสุพรรณ
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย พิมพิลาไล ๆ นางน้องครองใจ งามพิลาไล...
เป็นคำชมความงามและความดีของน้องนางบ้านนาที่เป็นที่รักของตัวเอง

12. กล่อมนิทรา
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย นกละเมอเพ้อครางในกลางดึก ต้นไม้ยืนหลับนิ่งทุกสิงขร....
เป็นการขับกล่อมหญิงน้องนางบ้านนาผู้เป็นที่รักให้หลับและฝันดี

ตอนที่ 21 เจ๊กไส้กับเจ๊กพงษ์ผู้มีคุณูปการต่อชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

เจ๊กไส้กับเจ๊กพงษ์ผู้มีคุณูปการต่อชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

เจ๊กไส้กับเจ๊กพงษ์เป็นพ่อค้าคนจีนปล่อยเงินกู้บ้านอยู่ที่เก้าเลี้ยว และถือได้ว่าเป็นผู้มีคุณูปการอย่างยิ่งยวดต่อชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก เพราะหากไม่ได้คนจีนผู้มีใจเมตตาทั้งสองคนนี้คอยประคับประกองพวกเราชาวบ้านธารามะกอกก็อาจจะย่ำแย่ไปกว่านี้ก็ได้

ก็อย่างที่กล่าวมาบ้างแล้วในตอนแรกๆนั้นว่า พวกลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกเป็นผู้มีอาชีพทำไร่ไถ่นากันเป็นพื้น เงินทองของนอกกายที่จะได้มาเพื่อการเลี้ยงชีพของตนเองและครอบครัว ก็ได้มาจากการขายผลผลิตทางด้านเกษตรคือข้าวและผลิตผลทางการเกษตรอื่นๆนี่แหละ

การเกษตรเมื่อครั้งกระนั้นเป็นเกษตรต้องพึ่งพาธรรมชาติอย่างเดียว ปีไหนดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวยไม่แล้งหรือน้ำไม่ท่วมชาวบ้านลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกก็พอจะลืมตาอ้าปากพอเลี้ยงตนเอง เลี้ยงครอบครัวได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินของคนอื่นมาซื้อเข้าของของกินของใช้

แต่ปีที่สภาวะดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวยอย่างที่ว่าจะน้อยกว่าปีที่ไม่เอื้ออำนวย ปีไหนที่เกิดภาวะวิกฤติฝนฟ้าไม่ตกต้องต้องตามฤดูกาล หรือ ปีไหนเกิดภาวะน้ำท่วมข้าวในนาเสียหาย คนที่ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกนึกถึงเป็นคนแรกก็คือเจ๊กไส้และเจ๊กพงษ์

เมื่อไปเอาเงินกู้จากเจ๊กไส้กับเจ๊กพงษ์มาแล้วพวกที่กู้มาก็จะใช้หนี้เงินกู้ให้ในปีถัดมา เมื่อใช้เงินต้นไม่พอก็อาจใช้แต่ดอกเบี้ย และนายทุนปล่อยเงินกู้ทั้งสองคนก็จะรีบมาตวงข้าวที่เป็นเงินต้นหรือดอกจากลานข้าวของผู้นั้นตั้งแต่ยังไม่ทันที่ข้าวจะถูกขนมาไว้ในยุ้งฉางในบ้านด้วยซ้ำไป

วงจรแห่งความชั่วร้ายก็จะต้องเป็นอย่างนี้อยู่เป็นประจำทุกปีๆ จนมีคำพังเพยพูดกันเล่นๆว่า พวกเราทำนาแต่ข้าวไปอยู่กับเจ๊กไส้เจ็กพงษ์

หากชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกคนไหนส่งดอกส่งต้นไม่ทันติดต่อกันหลายปีเข้า ที่นาของผู้นั้นก็ต้องตกเป็นของเจ๊กไส้เจ๊กพงษ์ตามระเบียบโรงเรียนจีน

ตอนที่ 20 ลูกหลานชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกกับเจ๊กคี้

ตอนที่ 20 ลูกหลานชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกกับเจ๊กคี้

เจ๊กคี้ที่เอ่ยถึงนี้เป็นคนจีนสูงอายุบ้านอยู่ในตลาดท่าใหญ่ที่หน้าวัดหัวดงใต้ แกเป็นคนที่ขยันขันแข็งในการทำมาหาเลี้ยงชีพเหมือนคนจีนทั่วไป ซึ่งแม้ว่าแกจะมีอายุมากแล้วแต่แกยังไม่เกษียณอายุตัวเองอยู่กับบ้านเฉยๆสักที  แกเป็นหนึ่งในบุคคลที่ลูกหลานชาวบ้านธารามะกอกชื่นชอบมาก เพราะทุกวันแกจะหาบสินค้ายอดนิยมของแกออกตระเวนขายไปตามหมู่บ้านต่างๆและก็ไม่เว้นที่จะมาที่หมู่บ้านธารามะกอกนี้ด้วย


สินค้ายอดนิยมของแกก็คือ ลอดช่องสิงคโปร์ในแต่ละวันในช่วงบ่ายๆพวกเราลูกหลานลาวชาวบ้านธารามะกอกที่ยังไม่เข้าโรงเรียนก็จะคอยชะเง้อคอย มองทาง ว่าเมื่อไรแกจะมาสักที ในมือของพวกเราแต่ละคนก็จะกำเหรียญสิบเหรียญสลึงเอาไว้ในมือเพื่อเตรียมไว้ซื้อสินค้ายอดนิยมของแกและเป็นของโปรดปรานมากของพวกเรา 


ในตอนนั้นพวกเรามีความรู้สึกว่าแกมีอะไรที่ไม่เหมือนกับคนไทยและคนลาวทั่วไป เพราะดูที่หมวกแกใส่กันแดดก็ออกจะประหลาด ดูเทอะทะใหญ่โตลักษณะปีกกว้างกว่าหมวกหรืองอบที่ชาวบ้านหัวดงและที่บ้านธารามะกอกเขาใส่กัน ไม้คานที่ชาวบ้านชาวช่องธรรมดาเขาใช้หาบสิ่งของกันนั้นเล่าเขาก็จะทำด้วยไม้ไผ่ซึ่งเวลาหาบของเดินไปมันก็จะอ่อนยวบยาบตามแรงก้าวเดินของคนหาบ  แต่ไม้คานของเเกสิมันเหมือนกับเป็นท่อนไม้กลมๆทั้งท่อน ซึ่งเวลาแกใช้มันหาบชามใส่ลอดช่องมาขายก็ดูออกจะเข็งทื่ออย่างไรชอบกล


พอเห็นแกเดินมาแต่ไกลพวกเราลูกหลานลาวเวียงจันทน์ก็จะร้องเพลงต้อนรับแกด้วยความสนุกสนานทุกครั้งที่แกมา ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแกรู้ความหมายของเพลงที่พวกเราร้องหรือเปล่า และหากแกรู้ความหมายของมันแกจะดีใจหรือเสียใจพวกเราก็ไม่ทราบได้

เนื้อร้องของเพลงที่พวกเราร้องต้อนรับแกมีความสั้นๆว่า ลอดช่องสิงคโปร์ๆๆ  เจ็กคี้โคตวยมาขายลอดช่อง ๆๆๆ  และเมื่อเวลาที่พวกเราซื้อสินค้ายอดนิยมคือลอดช่องสิงคโปร์กินกันเสร็จสรรพเรียบร้อยดีแล้วและแกก็ยกไม้คานหาบชามลอดช่องขึ้นบ่ากำลังจะออกเดินไปขายที่อื่น เราก็จะปรบมือและร้องเพลงส่งแกด้วยเพลงเดียวกันนี้แหละ

วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ตอนที่ 19 น้าหริและน้าพานผู้จุดประกายการร้องเพลงให้แก่ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

ตอนที่ 19 น้าหริและน้าพานผู้จุดประกายการร้องเพลงให้แก่ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

น้าหริเป็นชื่อเรียกด้วยภาษาปากที่พวกเราลูกหลานชาวลาวบ้านธารามะกอกใช้เรียกน้า สิริ ซึ่งเป็นลาวโซ่ง ลาวอีกประเภทหนึ่งที่มีรกรากอยู่ที่อำเภอหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี แต่มาแต่งงานอยู่กินกับน้า พาน ลูกสาวชาวบ้านลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

น้าหริของพวกเรามีอาชีพเสริมที่ไม่เหมือนกับอาชีพของชาวบ้านธารามะกอกหรืออาชีพของคนไทยในละแวกนั้น คือ แกมีเครื่องไฟผลิตกระแสไฟฟ้าและเครื่องขยายเสียงสำหรับรับจ้างไปในงานต่างๆตามแต่ผู้ว่าจ้างจะหาไป เวลาจะเดินทางไปในงานที่เจ้าภาพว่าจ้าง แกก็จะใช้เกวียนเทียมควายขนอุปกรณ์เครื่องไฟ ลำโพง เครื่องขยายเสียง เป็นต้นไป และเมื่อว่างงานไม่มีเจ้าภาพมาว่าจ้าง แกก็จะถือโอกาสประชาสัมพันธ์เครื่องไฟของแกด้วยการติดเครื่องไฟ เปิดเครื่องขยายเสียง เปิดแผ่นเสียงเพลงที่โด่งดังในสมัยนั้น เสียงเพลงจากเครื่องเสียงและลำโพงขนาดยักษ์ที่ติดตั้งอยู่ที่ปลายยอดยางใหญ่ ดังกึกก้องไปทั่วสามบ้านแปดบ้าน


เสียงเพลงที่แกเปิดจากแผ่นเสียงมีเพลงทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเพลงรัก เพลงเพื่อชีวิต เพลงหมอลำ เป็นต้น เพลงที่ลูกหลานลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกยังจำได้จนขึ้นใจจากการจุดประกายของเสียงเครื่องไฟของน้าหริจวบจนกระทั่งทุกวันนี้ ที่เป็นเพลงรักๆใคร่ๆ ก็มี เพลงของ ชัยชนะ บุณยโชติ ชื่อเพลง บางกอกน้อย ที่มีเนื้อร้องในวรรคต้นว่า สุดคลองบางกอกน้อย พลายเรือตามหาบัวลอย จนเหงื่อพี่ย้อยโทรมกาย... เพลงของคุณ ก้าน แก้วสุพรรณ คือ เพลง รอยไถแปรที่มีเนื้อร้องขึ้นต้นว่า ทุ่งนาแดนนี้ข้าเคยไถทำ สองมือข้าเคยหว่านดำ ฤดูฝนพรำหน้าก่อน... เพลงเพื่อชีวิต จากเสียงร้องของ คำรณ สัมปุณณานนท์  ก็มีเพลง เด็งนาง ที่มีเนื้อร้องว่า เด็งนางเด็งนางกางโกง ผมจะเปิดโปง เมื่อสมัยคุณย่า... และก็เพลง มนต์การเมือง ที่ขึ้นต้นว่า เสียงโฆษณาของนักการเมือง ยกเอาแต่เรื่องที่ดีงามมาพูดจา มีหนังมาฉาย ให้ชาวไร่ชาวนา ได้ดูได้ชมกันทั่วหน้า ระรื่นตื่นตากันทั่วไป... เพลงสนุกๆชื่อ "เสียงครวญจากเกาหลี" ของ สมศรี ม่วงศรเขียว ที่ท่อนแรกขึ้นต้นว่าโออารีดัง  ก่อนยังเคยชื่นบาน....

พวกเราชาวลูกหลานชาวลาวเวียงจันทน์ชาวบ้านธารามะกอก แม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็ยังประทับใจกับเพลงที่น้าหริเปิดในสมัยนั้น และบางทีเมื่อได้รับเชิญให้ขึ้นเวทีร้องเพลงตามงานต่างๆ นึกเพลงอะไรไม่ทัน ก็จะงัดเอาเพลงดังในอดีตเหล่านี้มาร้องกันพอแก้ขัดไปได้เหมือนกัน

ตอนที่ 18 ประเพณีการ “ซู” กันเป็นวัฒนธรรมประเพณีอย่างหนึ่งของหนุ่มสาวลาวเวียงจันท์บ้านธารามะกอก

ประเพณีการซูกันเป็นวัฒนธรรมประเพณีอย่างหนึ่งของหนุ่มสาวลาวเวียงจันท์บ้านธารามะกอก

เรื่องของกามารมณ์ การรักใคร่ การสมสู่ การแต่งงาน และการสืบสายพันธุ์เป็นเรื่องปกติสำหรับมวลมนุษยชาติหญิงชายไม่ว่าจะเป็นเราหรือเป็นเขา แต่ที่แปลกกว่าที่อื่นก็คือชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกเมื่อหนุ่มสาวรักใคร่ชอบพอกันแทนที่จะสู่ขอแต่งงานกันตามประเพณีเหมือนคนไทยในบ้านหัวดงและคนไทยหมู่บ้านอื่น

พวกเขาจะใช้วิธี ซู คือ การที่ฝ่ายชายเมื่อไปนั่งคุยกันบนบ้านของฝ่ายหญิงในเวลากลางคืนก็จะใช้ระยะช่วงกลางดึกหรือตอนก่อนสว่างดอดเข้าไปนอนกับฝ่ายหญิงที่ห้องนอนที่บ้านของฝ่ายหญิง ซึ่งเมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ทางพ่อแม่ญาติพี่น้องของฝ่ายหญิงก็จะกักตัวฝ่ายชายไม่ให้ออกจากห้องนอน ให้คนรีบไปตามญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายให้มาทำความตกลงกัน ว่าจะจัดการแต่งงานกันแบบไหน จะเอาสินสอดทองหมั้นกันอย่างไรและเป็นจำนวนมากน้อยเพียงไร

เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะกำหนดวันที่จะแต่งงานกันโดยวิธีรวบรัดที่เรียกว่า ผูกแขน คือเอาด้ายสายสิญจน์มาผูกแขนทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาว  และงานกินดอง คือจัดงานเลี้ยงในงานผูกแขน เมื่อได้ดำเนินการให้เป็นไปตามที่ตกลงกันเสร็จแล้วหญิงชายก็จะอยู่ด้วยกันที่บ้านของฝ่ายหญิง ช่วยพ่อแม่ของฝ่ายหญิงทำไร่ทำนาไปสักระยะหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นปีสองปี

เมื่อหนุ่มสาวคู่นี้มีลูกด้วยกันแล้วถึงจะแยกครอบครัวไปอยู่ต่างหากในภายหลังได้  เมื่อไปอยู่ที่บ้านของฝ่ายหญิงฝ่ายลูกเขยต้องให้ความเคารพนับถือ พ่อเฒ่า(พ่อตา)” “แม่เฒ่า(แม่ยาย)” เป็นอย่างยิ่ง  ต้องขยันขันแข็งในการทำไร่ทำนา ชนิดหนักเอาเบาสู้ ไม่เป็นประเภทหยิบหย่งเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

ตอนที่ 17 ผีปอบเข้าลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกเป็นเรื่องธรรมดา

ผีปอบเข้าลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกเป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อตอนที่อพยพมาอยู่ที่บ้านธารามะกอกกันในช่วงแรกๆ พวกลาวเวียงจันทน์ที่หมู่บ้านนี้เคยพบกับเรื่องพิลึกพิลั่นอย่างหนึ่ง คือเรื่องของผีปอบมาเข้าคน  ผีปอบมันจะเลือกคนที่มันจะเข้า โดยมันจะมาเข้าเฉพาะผู้หญิงที่ใจอ่อนไหว ซึ่งมันรู้อย่างไรก็ไม่ทราบได้ว่าผู้หญิงคนไหนใจอ่อนผู้หญิงคนไหนใจแข็ง ทั้งหญิงสาวและหญิงไม่สาวชาวลาวเวียงจันทน์ถูกผีปอบเข้าหลายคน  เวลาที่มันเข้าคนไหน คนนั้นก็จะแสดงอาการหลบตาคล้ายกับอายไม่ยอมสบตาใครๆ บางคนเมื่อถูกผีปอบเข้าก็จะแสดงอาการแปลกๆเช่นร้องไห้ออกมา เป็นต้น


วิธีที่จะให้ผีปอบออกจากร่างของคนที่มันเข้าได้ก็ต้องไปหาหมอผีมาทำพิธีขับออก ซึ่งเมื่อหมอผีมาถึงเขาก็จะทำพิธีแล้วเอาด้ายสายสิญจน์มาผูกข้อมือข้อเท้าของคนที่ถูกผีปอบเข้านั้นทั้งสองมือสองเท้าเอาไว้ก่อน จากนั้นเขาก็จะสอบถามว่าผีปอบตัวที่มาเข้าเมื่อตอนที่ยังไม่ตายจากโลกมนุษย์เป็นใคร ทำไมจึงได้กลายมาเป็นผีปอบ เป็นต้น

ถ้ามันเงียบไม่ยอมพูด หมอผีก็จะใช้อาวุธสำหรับปราบผีคือต้นข่าเสกมาหวดลงที่ตัวคนที่ถูกเข้านั้น  เมื่อมันถูกตีผีปอบมันก็จะร้องและแสดงอาการเจ็บปวดออกมาให้เห็น แล้วมันก็ยอมเปิดปากบอกว่ามันเป็นใครและมาที่หมู่บ้านธารามะกอกได้อย่างไรและมาตอนไหน เป็นต้น

พอมันบอกข้อมูลเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว หมอผีก็จะสั่งสอนไม่ให้มันมาทำอย่างนี้อีก แล้วบอกว่าให้ออกไปเสีย พอสั่งสอนและบอกอย่างนี้แล้ว ก็แก้ด้ายสายสิญจน์ออกจากข้อมือข้อเท้าของคนที่ถูกผีปอบเข้านั้น ผู้ที่ถูกผีปอบเข้านั้นก็จะแสดงอาการปวดปัสสาวะ ซึ่งพอเธอไปปัสสาวะที่นอกชานบ้านเสร็จกลับมา  อาการถูกผีเข้านั้นก็หายไป กลับกลายสภาพมาเป็นคนปกติ  และคนที่ถูกผีปอบนั้นทุกรายจะแสดงความแปลกใจที่เห็นผู้คนมาชุมนุมกันอยู่บนบ้านมากมาย 

การณ์ปรากฏว่าผู้หญิงลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกคนแล้วคนเล่าได้ถูกผีปอบเข้าและถูกหมอผีไล่ออกทุกครั้งไป เหตุการณ์เป็นอย่างนี้อยู่นานจนกลายเป็นเรื่องปกติไม่น่าตื่นเต้นเหมือนตอนแรกๆ


ผีปอบตัวที่มาเข้าพวกผู้หญิงลาวเวียงจันทน์ใจอ่อนไหวบ้านธารามะกอกนี้ จากที่มันเปิดปากบอกแก่หมอผี มันบอกว่ามันชื่อ ไอ้หมา  เป็นผีจากบ้านมาบมะขาม อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งโคตรเหง้าเหล่ากอของมันก็คือพวกลาวเวียงจันทน์ที่อพยพมาจากอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีเหมือนกัน แต่แยกพวกไปอยู่ที่นั่น

มันบอกต่อไปว่า แต่แรกเมื่อมันตายจากโลกมนุษย์แล้วมันก็เป็นผีปกตินี่แหละ แต่แม่ของมันมีความรักความอาลัยในตัวของมันมาก ได้หาอาหารมาใส่ไว้ในตู้กับข้าวแล้วเรียกให้มันกินทุกวันเหมือนเมื่อครั้งที่มันยังมีชีวิตอยู่ แรกๆมันก็ไม่มากินหรอก แต่นานเข้าเกิดความสงสารแม่เลยยอมกินอาหารที่แม่จัดให้เรื่อยมา




จนกระทั่งมันกลายจากผีปกติเป็นผีปอบ เที่ยวเข้าคนนั้นคนนี้ที่บ้านมาบมะขามเป็นประจำ และที่มันมาที่บ้านธารามะกอกคราวนี้ มันกะว่าจะมาเที่ยวนอกสถานที่ ก็เลยถือวิสาสะนั่งมาในหาบกระบุงของคนบ้านมาบมะขามที่หาบเอาสิ่งของต่างๆมีผักเป็นต้นมาแลกข้าวสารที่หมู่บ้านธารามะกอกนี้เอง


คำบอกเล่าของผีปอบหมาที่บอกกับหมอผีข้างต้นน่าจะจริงแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งที่ยังบอกไม่หมดนั้น ก็คือ นายหมาเมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่นั้นน่าจะเป็นผู้ที่เรียนคาถาอาคมหรือเรียนวิชาไสยศาสตร์แล้วไปละเมิดข้อห้ามที่ครูบาอาจารย์ผู้สั่งสอนวิชาอาคมได้ห้ามเอาไว้ ซึ่งในภาษาของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกเขาเรียกข้อห้ามนี้ว่า "ขะลำ" เช่น เขาห้ามไม่ให้ลอดไม้ค้ำต้นกล้วย ไม่ให้ลอดราวผ้า ไม่ให้ละเมิดลูกเขาเมียใคร เป็นต้น คนที่ละเมิดข้อห้ามเช่นนี้เมื่อตายไปก็จะเป็นผีปอบ เพียงแค่จัดสำรับกับข้าว จัดที่หลับที่นอนให้แก่ลูกหลานที่ตายไป ไว้ในบ้าน เขาถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของวัฒนธรรมประเพณีของชาวลาวเวียงจันท์โดยทั่วไปอยู่แล้ว

วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ตอนที่ 16 วีรกรรมของลุงเขียวชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกที่สู้กับช้างจนมีชัยชนะ

วีรกรรมของลุงเขียวชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกที่สู้กับช้างจนมีชัยชนะ

ไม่มีวีรกรรมครั้งใดของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกจะมีความยิ่งใหญ่เท่ากับวีรกรรมของลุงเขียว เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ชาวลาวเวียงจันทน์พวกหนึ่งรวมทั้งลุงเขียวได้ไปหักล้างถางป่าที่บ้านบึงน้ำใส  ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นป่าเป็นดงเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์น้อยใหญ่มีช้างป่าตัวโตๆเป็นต้น


บึงน้ำใสเมื่อครั้งกระโน้นพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นของพันตำรวจเอก พระกล้ากลางสมร เขาเล่ากันว่าพันเอกพระกล้าฯ ท่านมีที่นามากเหลือเกินและท่านจะขี่ม้าตระเวนดูที่นาของท่านเกือบจะทุกวัน แม้ว่าท่านจะขี่ม้าไปทั้งวันก็ตระเวนไปไม่รอบที่นาของท่าน แต่ที่ข้างเคียงกับที่นาของพระกล้าฯยังไม่ได้มีการจับจองก็ยังมีอีกมาก แต่เป็นที่ชุกชุมไปด้วยฝูงช้างและฝูงลิงป่า  


ทว่าการมีที่ทำมาหากินเป็นสิ่งที่ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกต้องการมากที่สุด ไม่เว้นแม้แต่ลุงเขียวผู้มีเชื้อสายส่วยที่มีความชำนาญในการเลี้ยงช้างแต่มาแต่งงานอยู่กินกับป้าพุดชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก 


ลุงเขียวได้ไปหักล้างถางพงอยู่ที่บึงน้ำใสในตอนกลางวัน พอถึงกลางคืนแกก็ขึ้นนอนบนกระท่อม หรือที่ชาวเวียงจันทน์เรียกในภาษาของพวกเขาว่า เถียงนา ซึ่งเถียงนาลุงเขียวก็ปลูกเป็นพิเศษโดยให้มีใต้ถุนสูงพอสมควรโดยกะว่าจะให้พ้นจากการรบกวนของช้างได้เป็นอย่างดี


แต่ทว่าคืนหนึ่งขณะที่แกนอนหลับอยู่ดีๆก็พลันสะดุ้งตื่นและพลัดตกลงมาจากเถียงนา ทั้งนี้ก็เพราะช้างป่าตัวขนาดมหึมาตัวหนึ่ง มันคงจะโกรธที่มีคนเข้ามารุกรานป่าทำให้มันและพรรคพวกของมันสูญเสียความเป็นส่วนตัว มันก็เลยมาเล่นงานคนที่เป็นต้นเหตุ โดยมันได้ใช้ความใหญ่โตและความสูงของมันให้เป็นประโยชน์ด้วยการเดินลอดใต้ถุนเถียงนาของลุงเขียวเสียเลย 


เมื่อตอนลุงเขียวจะตกลงมาจากเถียงนานั้นแกยังมีสติสัมปชัญญะดีมาก ในมือของแกยังกุมมีดประจำตัวติดตัวตกลงมาด้วย  ขณะที่ช้างกำลังใช้เท้าของมันกระทืบลุงเขียวซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นั้น ลุงเขียวซึ่งเป็นส่วยและมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของช้างก็พยายามหลบหลีกเท้าช้างเป็นพัลวัน


แกใช้กลยุทธ์มือข้างหนึ่งกอดที่เท้าช้างไว้อย่างมันคง แม้ช้างมันจะออกแรงสะบัดขนาดไหนลุงเขียวก็ยังกอดขาของมันอย่างมั่นคง พร้อมกันนั้นลุงเขียวก็ใช้มือข้างที่กุมมีดจ้วงฟันที่เล็บเท้าของช้าง ทั้งคนและช้างพัลวันพันตูกันอบู่นาน จนกระทั่งช้างถูกฟันถูกที่เล็บเจ็บปวดมากมันถึงกับยอมแพ้ วิ่งหางจุกตูดหนีเข้าป่าไป  ปล่อยให้ลุงเขียวผู้สร้างวีรกรรมจนเอาชนะช้างป่าตัวนี้นอนซมอยู่กับพื้นดิน


คนที่อยู่บนเถียงนาข้างเคียงก็พากันลงมาจากเถียงนาแล้วกันนำตัวลุงเขียวส่งโรงพยาบาล แต่ลุงเขียวมีร่างกายบอบช้ำมากสุดความสามารถของแพทย์ที่จะเยียวยาช่วยชีวิตของแกเอาไว้ได้ ในที่สุดลุงเขียวก็ได้เสียชีวิต  และทิ้งวีรกรรมบันลือโลกไว้เบื้องหลังให้เพื่อนบ้านชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกได้กล่าวขวัญถึง

ตอนที่ 15 คำล้อ “ขี้เต็มถานอยู่บ้านพ่อโซ้นหรุ่น”ของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

คำล้อ ขี้เต็มถานอยู่บ้านพ่อโซ้นหรุ่นของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกต่างก็มีวัฒนธรรม ไปนอกบ้าน กันทั้งนั้น ดังกล่าวแล้วในตอนที่ 14  แต่ที่บ้านชาวลาวเวียงจันทน์ที่แยกไปอยู่หลังเดียวอยู่ที่ทางใกล้ตลาดหัวดงใต้ครอบครัวหนึ่ง เป็นครอบครัวของ พ่อโซ้นหรุ่น (คำว่าพ่อโซ้น แปลว่า ตา , หรุ่น เป็นชื่อของท่าน) ท่านออกจะเป็นคนทันสมัยกว่าเพื่อน คือที่บ้านท่านจะไม่ใช้วิธีไปนอกบ้าน ด้วยการเข้าไปทำภารกิจในป่ากล้วยอย่างพวกลาวเวียงจันทน์ทั่วไป


แต่ท่านจะมีส้วมหลุมที่เรียกว่า ถานใช้ที่บ้าน ที่ตั้งของถานหรือส้วมหลุมของท่านอยู่ไกลออกจากตัวบ้านไปชิดอยู่ทางรั้วใกล้กอไผ่บ้าน  ใครไปที่บ้านพ่อโซ้นหรุ่น หรือเรียกสั้นๆว่าโซ้นหรุ่นและมีอันต้องการ ไปนอกบ้าน ก็ต้องปรับแต่งพฤติกรรมของตนให้คล้อยตามวัฒนธรรมอันทันสมัยของบ้านพ่อโซ้นหรุ่น คือ จะต้องไปใช้บริการส้วมหลุมที่กลิ่นเหม็นแสนเหม็นและที่เมื่อมองลงไปในหลุมก็มีตัวหนอนยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ใครไปเข้าส้วมหลุมของพ่อโซ้นหรุ่นก็จะเกิดอาการผะอืดผะออมทุกครั้ง  และเมื่อนึกขึ้นมาทีไรก็มีอันผะอืดผะอมขึ้นมาทุกทีไป


พวกเราที่เป็นเด็กลูกหลานชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกจึงได้คิดคำพูดที่จะทำให้เมื่อฟังแล้วทำให้ผู้ฟังเกิดผะอืดผะอมอยากจะอาเจียนออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่พวกเราจะแกล้งเพื่อนขณะรับประทานอาหาร คือ ใช้คำพูดที่ว่า  ขี้เต็มถานอยู่บ้านพ่อโซ้นหรุ่น  ซึ่งเท่านี้ก็ทำให้บางคนถึงกับอาเจียนออกมาได้จริงๆด้วย

ตอนที่ 14 การ“ไปนอกบ้าน” ของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

การไปนอกบ้าน ของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

ในสมัยก่อนหมู่บ้านธารามะกอกยังไม่มีห้องน้ำห้องส้วมใช้กันเกร่ออย่างทุกวันนี้ ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกจึงมีวัฒนธรรมในการอุจจาระเป็นเอกลักษณ์พิเศษของตนเอง ในเวลาที่เขาจะไปอุจจาระเขาจะใช้ภาษาพิเศษว่า ไปนอกบ้าน ในมือของผู้จะไปนอกบ้านก็จะแบกจอมถือเสียมไปด้วย เพื่อจะใช้ขุดหลุมเเป็นที่ถ่ายทุกข์ เมื่อเสร็จภารกิจถ่ายทุกข์แล้ว เขาก็จะใช้ไม้เช็ดก้นซึ่งพวกเขาเรียกว่า ไม้แก้งก้น ไม้แก้งก้นหรือไม้เช็ดก้นนี้เมื่อใช้แล้วก็จะทิ้งไว้ตรงที่ถ่ายทุกข์นั่นแหละ


เมื่อแก้งก้นหรือเช็ดก้นเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็จะเอาจอบหรือเสียมคุ้ยดินกลบหลุมนั้นเสีย วันต่อมาเมื่อจะไปนอกบ้านอีก ก็จะไปที่ใหม่ต่อไป  ชาวลาวเวียงจันทน์จึงนิยมปลูกต้นกล้วยไว้ทุกหลังคาเรือนเพื่อวัตถุประสงค์หลักคือใช้ป่ากล้วยเป็นที่ถ่ายทุกข์  สำหรับพวกคนที่ตื่นเช้าหน่อยก็จะมีโอกาสได้ถ่ายทุกข์โดยเข้าไปในป่ากล้วยไม่ลึกเท่าไร แต่สำหรับคนตื่นสายก็ต้องเข้าไปถ่ายทุกข์ลึกเข้าไปในป่ากล้วยมากๆ เพื่อที่คนอื่นจะได้ไม่มองเห็นในเวลาถ่ายทุกข์ ด้วยเหตุนี้ชาวลาวเวียงจันทน์จึงมีคำพูดเหมือนคำพังเพยว่า ตื่นเซ่าขี่ไก้ ตื่นสวยขี่ไก(ตื่นเช้าไปอุจจาระใกล้ ตื่นสายไปอุจจาระไกล.”

ตอนที่ 13 การทำไร่ทำนาของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกใช้แรงงานควายเป็นหลัก

ตอนที่ 13 การทำไร่ทำนาของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกใช้แรงงานควายเป็นหลัก

ในสมัยก่อนเมื่อครั้งอพยพมาอยู่ที่หมู่บ้านธารามะกอกใหม่ๆ ชาวลาวเวียงจันทน์ทุกหลังคาเรือนจะประกอบอาชีพทำไร่ทำนากันทั้งนั้น เมื่อเสร็จจากนาแล้วพวกเขาก็จะทำไร่โดยปลูกพืชเศรษฐกิจประเภทต่างๆ สลับกันไปสลับกันมาอย่างนี้จนปีแล้วปีเล่า สัตว์คู่ทุกข์คู่ยากของชาวลาวบ้านธารามะกอกก็คือควาย พวกลาวเวียงจันทน์เขาจะใช้ควายทำงานอย่างอเนกประสงค์ คือเพื่อใช้ลากจูงไถเวลาไถนาบ้าง ใช้ลากจูงคราดเมื่อเวลาคราดนาบ้าง ใช้ลากจูงขลุบในเวลาใช้ขลุบตีดินให้เรียบก่อนจะดำนาบ้าง ใช้ลากเลื่อนไม้ไผ่เวลาจะขนข้าวจากนามาที่ลานนวดข้าวบ้าง ใช้เหยียบมัดข้าวในเวลานวดข้าวในลานนวดข้าวบ้าง   ใช้ลากเกวียนเวลาขนข้าวจากนามาที่ยุ้งฉางที่บ้านบ้าง


ด้วยเหตุนี้พวกชาวลาวเวียงจันทน์จึงรักและหวนแหนควายมาก พวกเขาจะหยุดใช้งานควายเมื่อถึงวันพระ พวกควายของชาวลาวเวียงจันทน์ธารามะกอกแต่หลังคาเรือนจะนอนกันที่ใต้ถุนบ้าน เนื่องจากบ้านแต่ละหลังจะเป็นบ้านแบบใต้ถุนสูงเกือบทั้งนั้น พวกเขาจะใช้ใต้ถุนบ้านนี้เองไว้สำหรับผูกวัวผูกควายในตอนกลางวัน และในเวลาตอนกลางคืนในช่วงหน้าแล้งและหน้าหนาวพวกเขาก็จะให้วัวควายนอนอยู่ที่นี่อีกเหมือนกัน และเพื่อไม่ให้ยุงและแมลงอื่นมารบกวนควายชาวลาวเวียงจันทน์ก็จะหาฟางและวัสดุอื่นๆมาสุมเป็นกองจุดไฟให้เป็นควันรมควายเพื่อให้มันนอนหลับสบาย


แต่เมื่อถึงหน้าฝนมียุงชุกชุมมากชาวลาวเวียงจันทน์ก็จะนำควายลงนอนในปลักโคลนในคอกควายเพื่อที่ว่าพวกยุงจะไม่มารบกวนพวกมันได้  ในเวลาเช้าก่อนที่จะนำควายออกไปทำงานในนาในแต่ละวัน พวกลาวเวียงจันทน์เขาก็จะเอาควายออกจากคอกแล้วไล่พวกมันเดินเข้าไปในตลาดหัวดงใต้ตรงไปอาบน้ำในลำน้ำปิง ตรงที่ท่าน้ำที่เรียกกันว่าท่าใหญ่ แล้วทำการขัดสีฉวีวรรณโคลมตมที่ติดตัวของพวกมันออกจนหมด จากนั้นพวกควายก็พร้อมที่จะถูกใช้ให้ทำงานตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้านายของมันอย่างไม่ร็จักเหน็ดเหนื่อย

วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ตอนที่ 12 ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกกับการเมือง

ตอนที่ 12 ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกกับการเมือง

ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกไม่รู้หรอกว่าการเมืองคืออะไร พวกเรารู้แต่เพียงว่าเมื่อมีการเลือกตั้งใหญ่ทุกครั้ง ก็จะมีหนังหรือภาพยนตร์มาให้ดูกันฟรีๆ  หนังผู้แทนนี้เขามีวัตถุประสงค์เพื่อจะใช้เรียกคนให้มาชุมนุมกันมากๆ แล้วก็มีกาฉายหนังสลับฉากกับการขึ้นพูดหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทน ผู้สมัครเป็นผู้แทนของจังหวัดนครสวรรค์ในสมัยนั้นเท่าที่จำได้ก็คือ ขุนวิวรณ์สุขวิทยา  นายอวยชัย ธนะศรี เป็นต้น 
 

ช่วงนี้เป็นช่วงที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม หวนกลับคืนสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่สอง หลังจากได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลของ พลเรือตรี หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์และนายปรีดี พนมยงค์ เมื่อปี พ.ศ. 2490 จอมพล ป. ในทางการเมืองระหว่างประเทศ ได้นำประเทศไทยเข้าสู่สงครามเย็นโดยอยู่ข้างเดียวกับสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส  ส่วนในทางการเมืองภายในประเทศก็ได้เปิดให้มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยตามแบบของตะวันตกอย่างเต็มที่ ในช่วงนี้เองจึงได้มีการหาเสียงทางการเมืองและการเลือกตั้งอย่างเอิกเกริก และมีการใช้หนังผู้แทนเป็นสื่อในการชุมนุมคนให้มาฟังการหาเสียงของผู้แทนโดยไม่ผิดกฎหมาย


และก็ในช่วงนี้อีกเหมือนกัน ก็มีการให้ข่าวถึงการโกงการเลือกตั้งบ้าง ให้ข่าวร้ายว่าว่าพวกผู้แทนประพฤติตัวอย่างไม่เหมาะสม มีการโกงมีการคอร์รัปชั่นในวงการเมืองบ้าง ก็จึงมีเพลงของนักร้องดังในสมัยนั้นออกมาเปิดให้ฟังทางเครื่องไฟตามวัด เพลงที่พวกเราได้ฟังจนชินและถึงกับร้องได้ก็คือ "เพลงมนต์การเมือง" ของคุณคำรณ สัมปุณณานนท์ ที่ขึ้นต้นท่อนแรกว่า เสียงโฆษณาของนักการเมือง ยกเอาแต่เรื่องที่ดีงามมาพูดจา มีหนังมาฉายให้ชาวไร่ชาวนา ได้ดูได้ชมกันทั่วหน้า ระรื่นตื่นตากันทั่วไป...  


เพลงกระแนะกระแหนข้าราชการที่ทำตัวเป็นเจ้าคนนายคน เพลงนี้ชื่ออะไรไม่รู้ แต่พวกเราชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกเรียกว่า เพลงเดงนาง ซึ่งมีท่อนขึ้นต้นว่า เดงนาง เดงนาง กางโกง ผมจะเปิดโปง เมื่อสมัยคุณย่า...  เนื้อเพลงมีสาระกล่าวถึงการทำตัวเป็นเจ้าใหญ่นายโตของพวกข้าราชการ และต่อว่ารัฐบาลจอมพล ป.ว่าได้แต่ขึ้นภาษีและทำให้เงินเฟ้อ เนื้อเพลงบอกว่าในสมัยก่อนหน้าเงินไม่ได้เฟ้อเพราะว่า ...มีเงินบาทเดียวในกระเป๋า ซื้อได้ตั้งแต่เช้าจนค่ำ ตลอดจนเลี้ยงพวกงอมแงม แล้วยังมีแถมอย่างว่า เงินบาทเดียวนั้นก็ยังไม่หมดเลย  


จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2500 จอมพลผ้ามะข้าแดง คือ จอมพล ส. ธนะรัตน์ จึงได้รับการขยิบตาจากซีไอเอให้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลจอมพล ป. หลังจากที่สหรัฐฯแอบสืบทราบว่าจอมพล ป. เป็นนกสองหัวคือคบกับสหรัฐอยู่ดีๆกลับดันไปลอบติดต่อกับจีนแดง จอมพล ป.จึงต้องระเห็จและไปเสียชีวิตอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นในที่สุด 

ตอนที่ 11 ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกก็ขอบดูหนังขายยา


ตอนที่ 11 ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกก็ขอบดูหนังขายยา

สิ่งบันเทิงที่พวกเราชาวบ้านลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกชอบมากอีกอย่างหนึ่งคือดูหนังขายยา   ซึ่งบริษัทขายยาต่างๆเขามีวัตถุประสงค์ที่จะขายยาของเขา เขาก็ได้ใช้วิธีรวมคนด้วยการนำหนังมาฉายล่อคนให้เข้ามารวมกันตามบริเวณวัดต่างๆ พวกบริษัทขายยาเหล่านี้ก็จะวนเวียนผลัดเปลี่ยนกันมาเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมากันชุกชุมมากในช่วงหน้าแล้ง พวกเราชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกก็นิยมดูหนังประเภทนี้เหมือนกับชาวบ้านหัวดงหมู่อื่นๆ

ตอนช่วงบ่ายเวลาจะมีการฉายหนังขายยา รถขายยาก็จะวิ่งตระเวนประกาศโฆษณาไปตามถนนหนทางตามหมู่บ้านต่างๆเพื่อประชาสัมพันธ์ให้บรรดาแฟนทั้งหลายได้รู้ พอถึงช่วงค่ำพวกเราชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกที่เป็นเด็กๆก็จะดีอกดีใจจนเนื้อเต้นที่จะได้ดูหนังกัน ส่วนพวกคนหนุ่มพวกสาวก็จะดีใจจนเนื้อเต้นที่จะได้มีการพบปะเกี้ยวพาราศีกันตามประสาหนุ่มสาว 

ตามวิธีปฏิบัติของการฉายหนังขายยานั้น ในช่วงหัวค่ำก็จะมีการฉายหนังประกอบ เช่น หนังข่าวสารคดีไปพลางๆก่อน และจะสลับด้วยการโฆษณาขายยาเป็นช่วงๆ ส่วนในช่วงท้ายก็จะเป็นการฉายหนังเรื่อง ซึ่งก็จะต้องเป็นหนังไทยเท่านั้นคนบ้านนอกอย่างพวกเราชาวลาวเวียงจันทน์บ้านารามะกอกถึงจะชื่นชอบ 


ในช่วงที่ขายยานั้น  พวกโฆษกเขาก็จะพูดโฆษณาด้วยท่วงท่าที่น่าฟังและน่าสนุก เช่น เมื่อถึงเวลาที่เขาจะขายยาหม่อง โฆษกก็จะว่า ยาหม่องหอมแหม่ง เอามาแบ่งกันทา ปวดหัวมัวตา ใช้ยาหม่องหอมแหม่ง ๆๆๆๆ ว่าเข้าจังหวะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าจนผู้ชมผู้ฟังที่ไปชุมนุมหน้าจอหนังอดไม่ได้ต้องซื้อตามแรงเชียร์ของโฆษก   


ในกรณีที่จะขายยาถ่ายพยาธิ โฆษกเสียงเสน่ห์ก็จะร้องเป็นเพลงซ้ำแล้วเล่าว่า หนูเอยทำไมหัวโต ตูดปอดพุงโร หัวโตท้องป่อง เพราะหนูมีพยาธิอยู่ในท้อง ๆ หัวโตท้องป่องรบกวนมารดา พอได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีกการโฆษณาก็เกิดประสิทธิผล ผู้ชมหนังขายยาก็พลอยมีใจคล้อยตามเห็นด้วยที่จะต้องซื้อยาถ่ายพยาธิไปให้ลูกหลานกินที่บ้าน เพราะที่บ้านธารามะกอกและที่บ้านอื่นๆเด็กเล็กมีสภาพตรงกับที่เขาโฆษณาทุกอย่างเลยทีเดียว

เวลาฉายหนังเรื่องนั้น พวกเราก็จะอยากดูกันมาก แต่ก็มีอันหนังขาดบ่อย เพราะเป็นหนังที่เก่ามาก ที่ผ่านการฉายมาไม่รู้กี่รอบกี่แห่งแล้ว กว่าจะต่อหนังเสร็จก็ใช้เวลานาน แต่พวกเราก็คอยได้ เวลาหนังขาดพวกโฆษกเสียงเอกก็จะบอกให้เราได้ครื้นเครงว่า หนังหลุดหัวต่อ รอประเดี๋ยว ปวดท้องเยี่ยวก็เชิญ เขาหมายถึงว่ากว่าจะต่อหนังเสร็จอาจจะใช้เวลานานสักหน่อย ใครที่ปวดปัสสาวะก็ไปปัสสาวะก่อนก็ได้

ตอนที่ 10 ชาวลาวเวียงจันทน์เปลี่ยนรสนิยมจากการฟังลำมาดูลิเกและหนัง

ตอนที่ 10 ชาวลาวเวียงจันทน์เปลี่ยนรสนิยมจากการฟังลำมาดูลิเกและหนัง

เมื่อครั้งอยู่ที่บ้านคอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พวกลาวเวียงจันทน์ที่นั่นจะหาความบันเทิงด้วยการฟังลำ กัน ซึ่งก็จะมีมหรสพประเภทนี้เมื่อมีงานบุญตามวัดที่หมู่บ้านและวัดใกล้เคียงในเทศกาลต่างๆที่วนเวียนมาให้ดูให้ชมในแต่ละปี แต่พอพวกลาวเวียงจันทน์ย้ายมาอยู่ที่บ้านธารามะกอกแล้ว มหรสพหมอลำที่เป็นสิ่งที่ชอบมากเป็นพิเศษหาดูได้ยากมาก เพราะที่นี่เป็นถิ่นของพวกคนไทยที่นิยมมหรสพประเภทอื่น เช่น ลิเก ภาพยนตร์ ลำวง เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเขาก็เลยต้องปรับตัวเองให้เข้ากับวัฒนธรรมของคนพื้นเมืองโดยทำนองเดียวกับภาษิตที่ว่าเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม หรือเมื่อไปอยู่กรุงโรมก็ต้องปฏิบัติตามประเพณีของชาวโรม


ลิเกที่บ้านหัวดงมีทั้งประเภทเสียเงินและประเภทดูฟรี ที่ดูฟรีก็ต้องดูตามวัดเวลามีงานวัดซึ่งกว่าจะได้ดูก็ปีละครั้ง  ส่วนที่เสียเงินนั้นเรียกกันในสมัยนั้นว่า ลิเกปิดวิก บ้าง หนังปิดวิก บ้าง ถ้าเป็นหนังปิดวิกก็ต้องดูที่วิกของตาเจีย ถ้าเป็นลิเกก็ดูกันที่วิกตาพรรค หนังสมัยนั้นเป็นหนังไทยเป็นพื้น ไม่นิยมดูหนังต่างประเทศ ส่วนลิเกก็มีคณะต่างๆผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาปิดวิกให้ได้ดูกันอย่างสม่ำเสมอ  ก่อนดูหนังก็จะมีการเปิดเพลงปลุกใจให้รักชาติ เพลงที่ได้ฟังมากที่สุดคือ เพลงต้นตระกูลไทย ของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ที่มีเนื้อร้องขึ้นต้นว่า ต้นตระกูลไทย ใจท่านเหี้ยมหาญ รักษาดินแดนไทย ไว้ให้ลูกหลาน....เพราะช่วงนี้เป็นช่วงก่อนปี พ.ศ. 2500 ที่จอมพล ป. พิบูลสงครามกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่สองหลังปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาลของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์และนายปรีดี พนมยงค์แล้ว 


ส่วนลิเกปิดวิกนั้นก็จะมีความสนุกสนานกันตั้งแต่ตอนฟังพวกเขาออกแขก เพราะเขาจะมีมุกทันสมัยทันเหตุการณ์มาบอกเล่าแก่ผู้ชมเสมอ เช่นในช่วงที่จำเริญ ทรงกิตรัตน์ นักมวยสากลดังของไทยขึ้นชิงแช้มป์โลกกับ โรแบร์ โคฮัง นักชกจากฝรั่งเศส จำเริญถูกชกล้มนับสองครั้งและแพ้ไปในที่สุด (เมื่อ พ.ศ. 2497)  เขาก็จะร้องว่า จำเริญ ทรงกิตรัตน์ ๆ ขึ้นไปฟัดกับโคฮัง ไฮ้เลหวังก้า จำเริญเสียท่าโคฮัง อย่างนี้เป็นต้น 


 สำหรับลำวงชาวหัวดงก็ชอบดูอีกไม่แพ้กับที่อื่น เมื่อมีรำวงก็จะจัดกันที่วัดอีกเหมือนกัน ลำวงที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในสมัยนั้นคือ คณะลูกไทย พวกเราชาวลาวเวียงจันทน์ก็จะไปดูกันจนสว่างคาตา โดยไม่รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนกันเลยทีเดียว  ลำวงจะดูสนุกหรือไม่สนุกเขาบอกว่าขึ้นอยู่กับโฆษกบนเวที หรือที่เขาเรียกว่าคนเชียร์รำวงนั่นเอง คนคนนี้จะวนเวียนพูดเร้าใจคนเพื่อให้รู้จังหวะการรำการเต้นของนางรำในแต่ละรอบ เช่น ประกาศว่า รอบนี้แชมบ้า รอบหน้าตะลุง   รอบนี้ช่าช่าช่า รอบหน้ากลองยาว เป็นต้น

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ตอนที่ 9 ม้าแห่นาคของชาวลาวเวียงจันทน์หมู่บ้านธารามะกอก

ตอนที่ 9 ม้าแห่นาคของชาวลาวเวียงจันทน์หมู่บ้านธารามะกอก

ศิลปะทางวัฒนธรรมที่ติดตัวชาวลาวเวียงจันทน์หมู่บ้านธารามะกอกมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ก็คือ การทำม้าสำหรับแห่นาค ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ทำประกอบด้วยไม่ไผ่มาทำเป็นโครงร่างของรูปม้า ใช้หญ้าแฝกหุ้มตัวม้า แล้วใช้ผ้ามาหุ้มทับหญ้าแฝกอีกทีหนึ่ง จากนั้นก็ประดับประดาตกแต่งม้าแฝกนี้ด้วยเครื่องประดับต่างๆมีกระดาษสีสันต่างๆและมีพวงมาลัยคล้องคอม้าด้วย  ซึ่งก็คงจะมีความคิดให้เป็นเสมือนหนึ่งเมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะประทับบนหลังม้ากัณฐกะเมื่อตอนทรงออกผนวชเมื่อครั้งพุทธกาล  

ม้าแห่นาคนี้จะผูกไม้ไผ่ลำยาวไว้สำหรับหามเป็น 2 ท่อน ใช้คนหาม 4 คน ท่อนละ 2 คนหัวท้าย เวลาหามพวกคนหามก็จะโยกย้ายส่ายสะโพกไปเป็นจังหวะตามเสียงแตรหรือกลองยาวที่ใช้แห่ เจ้านาคที่นั่งอยู่บนหลังม้าก็จะคอยดึงเชือกที่มัดไว้กับคอม้าอย่างระมัดระวังอย่างเต็มที่ บางทีเจ้านาคก็ถึงกับต้องกอดคอม้ากันไม่ให้พลัดตกจากหลังม้าก็มี ก็จะเป็นที่สนุกสนานและเป็นที่สนใจมาดูของพวกชาวบ้านอื่นเพราะเป็นของแปลกตาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน นอกจากในงานบวชลูกหลานของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกนี้เท่านั้น

ตอนที่ 8 ลูกหลานลาวเวียงจันทน์เรียนหนังสือที่โรงเรียวัดหัวดงใต้

ตอนที่ 8 ลูกหลานลาวเวียงจันทน์เรียนหนังสือที่โรงเรียวัดหัวดงใต้

เมื่ออพยพโยกย้ายมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่หมู่บ้านธารามะกอกแล้ว ครั้นลูกหลานของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกถึงวัยที่จะเข้าเรียนในภาคบังคับคือชั้นประถมศึกษา ก็จะเข้าศึกษาเล่าเรียนกันที่โรงเรียนประชาบาลที่อยู่ใกล้หมู่บ้านมากที่สุด คือ โรงเรียนวัดหัวดงใต้(บางทองประชาสรรค์) พอจบชั้นประถมศึกษากันแล้ว เด็กพวกนี้ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ศึกษาเล่าเรียนในระดับสูงขึ้น เพราะชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกทั้งหมดเป็นชาวไร่ชาวนามีเงินทองไม่พอที่จะส่งลูกหลานให้ศึกษาเล่าเรียนสูงขึ้นได้  


เด็กพวกนี้ก็จะช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา พอถึงเวลาบวชเรียนก็บวชพระที่วัดหัวดงใต้เป็นการบวชเพียงพรรษาเดียวแล้วก็สึก หากเกณฑ์ทหารถูก ก็จะเข้ารับราชการทหาร เมื่ออออกจากทหารแล้วก็แต่งงานแต่งการสืบทอดอาชีพทำไร่ทำนากันต่อไป


แต่ก็มีพ่อแม่บางคนได้ใช้ช่องทางอื่นที่จะให้บุตรหลานได้ศึกษาเล่าเรียนสูงขึ้น โดยการให้พวกเขาบวชเป็นสามเณรและเป็นพระเพื่อศึกษาเล่าเรียนนักธรรมบาลีและศึกษาวิชาการทางโลกไปพร้อมๆกัน  ซึ่งก็มีหลายคนที่ใช้ช่องทางนี้อย่างประสบความสำเร็จในการศึกษาและในการประกอบอาชีพการงาน


ต่อมาในภายหลังเมื่อการศึกษาเปิดกว้างขึ้นและชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกมีฐานะดีขึ้นก็ได้ส่งบุตรหลานเข้าศึกษาเล่าเรียนสูงขึ้นจนจบชั้นอุดมศึกษาก็มีอยู่จำนวนมิใช่น้อย

ตอนที่ 7 เหตุให้พวกลาวเวียงจันทน์ต้องอพยพจากโนนศาลามาอยู่ที่หมู่บ้านธารามะกอก

ตอนที่ 7 เหตุให้พวกลาวเวียงจันทน์ต้องอพยพจากโนนศาลามาอยู่ที่หมู่บ้านธารามะกอก

เมื่อพวกลาวเวียงจันทน์จากอำเภออู่ทองจังหวัดสุพรรณย้ายมาอยู่ที่โนนศาลาหรือเนินศาลาได้ไม่กี่ปี ก็ต้องประสบกับภัยใหญ่หลวงในสมัยนั้นคือ โจรภัย  กล่าวคือพวกลาวเวียงจันทน์เหล่านี้ถูกโจรเข้าปล้นถึง 2 ครั้งสองคราว ต้องสูญเงินทองและทรัพย์สินต่างๆที่ติดตัวมาจากบ้านเกิดที่บ้านดอนคาไปเป็นจำนวนมิใช่น้อย ทุกครอบครัวต่างมีความตื่นตระหนกและมีความประสงค์จะโยกย้ายไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย  จึงได้มองหาสถานที่พำนักใหม่ บ้างก็ได้ตัดสินใจโยกย้ายไปอยู่ที่บ้านบึง บ้านคลองเคียน บ้านมาบมะขาม


และก็มีหลายครอบครัวที่ตัดสินใจมาอยู่ที่หมู่บ้านธารามะกอกที่เรากำลังพูดถึงนี่เอง  หัวหน้าคนสำคัญที่ย้ายมาอยู่ที่บ้านธารามะกอก ก็คือ นายแสง นางขน (ลืมนามสกุล) นายพัน นางซุ่ย ผิวอ่อนดี นายตุ๊ นางสวย ตุ่มสียา นายจ้อย นางใคร หงษ์เวียงจันทร์ นายขวัญ นางไข ขุนไกร เป็นต้น


จากการเปิดเผยของนายตุ๊ ตุ่มสียา ปัจจุบันอายุ 85 ปี บอกว่า  ในเวลาเดินทางจากโนนศาลาหรือเนินศาลามาที่นี่ต้องใช้วิธีสัญจรถ่อเรืออีโปงจากโนนศาลามาตอนช่วงหน้าน้ำ โดยถ่อลัดมาตามทุ่งนาที่เต็มไปด้วยน้ำมาทางหมู่บ้านเนินพยอม และบุคคลสำคัญที่ให้ความช่วยเหลือในการหาที่ดินให้พวกเขาได้มาตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นี่ คือ ผู้ใหญ่ กรุด นางเขียว ซึ่งนายกรุดเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ของตำบลหัวดงในสมัยนั้น และที่ดินที่ซื้อตั้งเป็นหมู่บ้านธารามะกอกนี้เป็นสวนของ นางถวิล หญิงหม้าย ซึ่งต่อมานางถวิลผู้นี้ได้แต่งงานใหม่กับ จ่าสิบตำรวจบุญทาน นนท์แก้ว ลูกหลานของลาวเวียงจันทน์คนหนึ่ง

ตอนที่ 6 โนนศาลาคือที่อยู่แห่งแรกของพวกลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

ตอนที่ 6  โนนศาลาคือที่อยู่แห่งแรกของพวกลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

เมื่อปี พ.ศ. 2492 พวกลาวเวียงจันทน์จากตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้อพยพกันมาโดยได้โดยสารเรือเมล์จากจังหวัดสุพรรณบุรีมาขึ้นบกที่ท่าเตียนจังหวัดพระนคร แล้วเดินทางกันต่อไปที่หัวลำโพง              จากนั้นก็นั่งรถไฟขึ้นเหนือมาลงที่สถานีรถไฟปากน้ำโพ แล้วโดยสารรถยนต์รับจ้างขนาดเล็กบ้าง เดินด้วยเท้าบ้าง ตระเวนแวะตามที่ต่างๆตามวัดบ้างตามบ้านของประชาชนตามรายทางบ้านโดยมีเป้าหมายอยู่ที่บ้าน เนินศาลา หรือ โนนศาลา ตำบลหนองกรด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์

เมื่อพวกแรกบรรลุถึงที่หมายแล้ว ก็ได้กลับไปรับพวกหลังๆมาอีกเป็นระยะๆ จนกระทั่ง โนนศาลาหรือเนินศาลา กลายเป็นหมู่บ้านใหญ่ มีผู้คนอพยพมาตั้งหลักปักฐานกันอยู่หลายสิบหลังคาเรือน หัวหน้าครอบครัวแต่ละครอบครัวก็ทำการหาที่ดินที่จะทำนาโดยการซื้อที่นาจากเจ้าของเดิมในราคาที่ถูกๆ จนได้ที่นาพอที่จะทำมาหากินได้ตามอัตภาพของแต่ละครอบครัว

ในหมู่หัวหน้าครอบครัวที่มาพำนักรวมกันที่บ้านโนนศาลาหรือเนินศาลานี้ ก็จะมีพวกที่มีความเป็นพิเศษยิ่งกว่าคนอื่นอยู่บ้างพอสมควร มีท่านผู้หนึ่งเป็นผู้ที่เป็นเจ้าบทเจ้ากลอน และท่านเป็นหมอลำซึ่งเป็นศิลปะวัฒนธรรมติดตัวมาจากบรรพบุรุษเมืองเวียงจันทน์อย่างหนึ่ง ท่านชื่อว่า จุ่น  ท่านได้แต่งกลอนลำบทหนึ่ง มีความตอนหนึ่งที่ข้าพเจ้าพอจำได้ว่า “…หมอลำจุ่นอยู่โนนศาลา บักอัดขี้ยารวมกันอยู่หนี่(แปลว่า หมอลำที่ชื่อจุ่นอยู่ที่โนนศาลา ส่วนคนที่ชื่อ อัด ซึ่งติดยาฝิ่นก็มาอยู่ที่นี่ด้วย

ส่วนอีกคนก็เป็นเจ้าบทเจ้ากลอนอีกเหมือนกัน เวลาท่านเมาเหล้าท่านก็จะร้องรำทำเพลงที่ฟังแล้วชวนสนุกสนานด้วยภาษาของลาวเวียงจันทน์ เช่น เพลง ดีๆ ของท่าน มีข้อความว่า ดีดีดี มื้อนี้มื้อดี สูสี่กันซา สี่กันเป็นธรรมดา สี่กันเป็นธรรมดา ง้างแข้งข้างขาให้กันดีดี (แปลเป็นภาษาไทยกลางว่า  ดีๆๆ วันนี้เป็นวันดี ท่านจงเสพสมกันซะนะ เสพสมกันเป็นเรื่องธรรมดา งอแข้งเปิดขาให้กันดีๆ)

ตอนที่ 5 วัฒนธรรมการกินอาหารของชาวลาวเวียงจันทน์หมู่บ้านธารามะกอก

ตอนที่ 5 วัฒนธรรมการกินอาหารของชาวลาวเวียงจันทน์หมู่บ้านธารามะกอก

ชาวลาวเวียงจันทน์หมู่บ้านธารามะกอก มีเอกลักษณ์พิเศษไม่เหมือนลาวทางภาคอีสานและลาวในประเทศลาว คือ พวกเขาจะไม่นิยมกินข้าวเหนียว แต่พวกเขาจะกินข้าวเจ้าเป็นอาหารหลัก และจะถือว่าข้าวเหนียวเป็นของหวานซึ่งจะรับประทานเป็นครั้งคราวเท่านั้นเอง ส่วนกับข้าวของพวกเขาที่นิยมกันมากที่สุดก็คือ แจ่ว ปลาร้า ลาบ ส้มตำมะละกอ แกงอ่อม

พวกลาวเวียงจันทน์หมู่บ้านธารามะกอกนี้ จะไม่นิยมกินอาหารที่ใส่กะทิ แต่จะชอบปรุงแบบอาหารแบบป่าๆ ด้วยความที่พวกเขาชอบกินปลาร้า โดยเฉพาะปลาร้าดิบนี้เอง ในสมัยที่อพยพมาอยู่ที่หมู่บ้านธารามะกอกในช่วงแรกๆ เมื่อลูกหลานของพวกเขาไปเรียนหนังสือในโรงเรียนร่วมกับคนพื้นเมืองที่เป็นคนไทย ถึงกับถูกล้อเลียนด้วยคำพูดสนุกสนานแต่ชวนโมโหเป็นอย่างยิ่ง เช่น ไอ้ลาวกินปลาร้าดิบ ขี้ปริบใต้ถุนยุ้ง ไอ้ลาวขาลายกินควายห้าตัว อย่างนี้เป็นต้น

ตอนที่ 4 ศาลปู่ตาประจำหมู่บ้านธารามะกอก

ตอนที่ 4 ศาลปู่ตาประจำหมู่บ้านธารามะกอก

ชาวลาวเวียงจันทน์ที่หมู่บ้านธารามะกอก มีวัฒนธรรมความเชื่อที่ติดตัวมาในฐานะเป็นชาวลาวจากเมืองเวียงจันทน์ คือ ความเชื่อในเรื่องวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ว่าจะมาช่วยให้คุณและให้โทษแก่พวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงมีธรรมเนียมการตั้งศาลไว้เป็นที่เคารพสักการะและเป็นที่บนบานศาลกล่าว โดยมีความเชื่อวิญญาณศักดิ์สิทธิ์นี้ก็จะช่วยดลบันดาลให้มีจริงเป็นจริงขึ้นมาตามความปรารถนาของผู้บนบานศาลกล่าวได้

ศาลที่จัดตั้งขึ้นมาในหมู่บ้านนี้เรียกว่าศาลปู่ตา พวกชาวลาวเวียงจันทน์กลุ่มบ้านธารามะกอก จะมีการนำสิ่งของมาเซ่นไหว้ศาลปู่ตาอยู่เสมอๆ ของที่นำมาเซ่นไหว้ก็ได้แก่ เหล้าขาว ไก่ต้ม เป็นต้น ศาลปู่ตาจะมีความผูกพันกับชาวลาวเวียงจันทน์หมู่บ้านธารามะกอดมาก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกหลานจะไปสอบเข้าเรียนต่อ หรือไปสอบเข้ารับราชการในตำแหน่งอะไรก็ตาม ทางพ่อแม่ของลูกหลานคนนั้นก็จะทำพิธีบนบานศาลกล่าวต่อหน้าศาลปู่ตาว่าหากลูกหลานประสบความสำเร็จกลับมาก็จะให้ของสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นสินบน และเมื่อลูกหลานประสบความสำเร็จตามที่บนไว้นั้น ทางญาติผู้บนก็จะทำการแก้บน ด้วยสิ่งของต่างๆตามที่บนไว้นั้น

ตอนที่ 3 ภาษาพูดของชาวลาวเวียงจันทน์หมู่บ้านธารามะกอก

ตอนที่ 3 ภาษาพูดของชาวลาวเวียงจันทน์หมู่บ้านธารามะกอก

ชาวลาวเวียงจันทน์หมู่บ้านธารามะกอก มีภาษาพูดเป็นของตนเอง คือ ภาษาลาวเวียงจันทน์ ที่มีสำเสียงภาษาพูดแตกต่างจากลาวพวกอื่น เวลาที่เขาพูดสื่อสารระหว่างกันก็จะใช้ภาษาลาวเวียงจันทน์พูดกัน แต่เวลาออกไปนอกหมู่บ้านพวกเขาก็จะใช้ภาษาไทยกลางสื่อสารกับบุคคลภายนอก  

ตัวอย่างภาษาลาวเวียงจันทน์ เช่น

ภาษาไทยกลาง ไปไหน ภาษาลาวเวียงจันทน์ ไปไส

ภาษาไทยกลาง คุณชื่ออะไร ภาษาลาวเวียงจันทน์ เจ้าซื่ออีหยัง

ภาษาไทยกลาง คุณกินข้าวหรือยังภาษาลาวเวียงจันทน์ เจ้ากินเข่าแล้วตี้

ภาษาไทยกลาง ฉันรักคุณ ภาษาลาวเวียงจันทน์  ข่อยฮักเจ้า

อย่างนี้เป็นต้น

ตอนที่ 2 บรรพบุรุษของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

ตอนที่ 2 บรรพบุรุษของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

ลาวเวียงจันทน์หมู่บ้านธารามะกอกคือพวกที่อพยพกันมาจากตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี  ซึ่งลาวเวียงจันทน์พวกที่อยู่ตำบลดอนคานี้นับถอยหลังไปเมื่อครั้งอดีตกาลก็คือพวกลาวเวียงจันทน์ที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในประเทศสยามหรือประเทศไทยในเหตุการณ์สงคราม 3 ครั้ง คือ สงครามในสมัยพระเจ้าตากสินแห่งกรุงธนบุรี( พ.ศ. 2321) เรียกกันว่า การตีเมืองเวียงจันทน์ครั้งที่ 1  สงครามในสมัยรัชกาลที่ 1 เรียกว่าการตีเวียงจันทน์ครั้งที่ 2 (พ.ศ.  2335 )และสงครามในสมัยรัชกาลที่ 3 เรียกว่าการตีเมืองเวียงจันทน์ครั้งที่ 3 (ปีพ.ศ. 2369 2371)

ในสงครามแต่ละครั้งเมื่อรบชนะแล้ว ทางฝ่ายไทยก็จะทำการอพยพชาวลาวเวียงจันทน์เข้ามาอยู่ในไทย เพื่อป้องกันมิให้เจ้าเมืองเวียงจันทน์ซ่องสุมผู้คนในภายหลังและร่วมกับประเทศข้างเคียงคือประเทศพม่าและประเทศเวียดนามตั้งตัวเป็นภัยต่อไทยในอนาคต โดยเฉพาะในสงครามครั้งสุดท้ายกล่าวว่าทางทหารไทยได้อพยพชาวลาวเมืองลาวเวียงจันทน์มาหมดเมืองจนทำให้เมืองเวียงจันทน์เป็นเมืองร้าง และเมื่อชาวลาวเวียงจันทน์อพยพเข้ามาแล้ว ทางฝ่ายไทยก็จะให้แยกย้ายอยู่ตามหัวเมืองต่างๆเพื่อมิให้รวมตัวกันทำการแข็งข้อต่อต้านอำนาจของไทย ด้วยเหตุนี้จึงมีชาวเวียงจันทน์ได้กระจายพำนักอยู่ตามจังหวัดต่างๆ เช่นที่จังหวัดสระบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น ส่วนพวกที่เข้ามาอยู่ในเมืองหลวงก็มี เช่นพวกลาวเวียงจันทน์ย่านวัดบางไส้ไก่ ฝั่งธนบุรี เป็นต้น สำหรับพวกที่มาอยู่ที่หมู่บ้านธารามะกอกนี้ก็คือพวกลาวเวียงจันทน์ที่อพยพต่อมาจากอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

ตอนที่ 1 ชื่อหมู่บ้านธารามะกอก

ตอนที่ 1 ชื่อหมู่บ้านธารามะกอก

หมู่บ้านธารามะกอกเป็นหมู่บ้านเล็กๆอยู่ในหมู่ที่ 2 ตำบลหัวดง อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์  มีทำเลที่ตั้งปัจจุบันอยู่ที่บริเวณใกล้สี่แยกถนนสายนครสวรรค์-กำแพงเพชร ตรงปากทางเข้าที่ทำการ องค์การบริหารส่วนตำบลหัวดง  


หมู่บ้านธารามะกอก เป็นหมู่บ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือเป็นหมู่บ้านของชาวลาวเวียงจันทน์ ที่อพยพมาจากตำบลดอนคา อำเภออู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี  แต่เดิมเป็นหมู่บ้านที่มีชาวลาวเวียงจันทน์มาพำนักอาศัยอยู่หลายหลังคาเรือน แต่มาพอถึงปัจจุบัน(พ.ศ. 2553) จำนวนประชากรของหมู่บ้านนี้ได้ลดลงๆเรื่อยๆปัจจุบันมีชาวลาวเวียงจันทน์เหลืออยู่ประมาณ 10 หลังคาเรือนเท่านั้นเอง  

ชาวลาวเวียงจันทน์ที่มาพำนักลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ พากันอพยพกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 คือเมื่อ 60 กว่าปีล่วงมาแล้ว และอาณาบริเวณที่ตั้งของหมู่บ้านแต่เดิมเป็นสวนของนางถวิล นนท์แก้ว  ซึ่งสมัยนั้นที่ปากทางเข้าสวนด้านติดถนนหลวงที่ผ่านด้านหน้า อบต.หัวดง มีต้นมะกอกใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง  และที่ข้างต้นมะกอกต้นนี้สันนิษฐานว่าจะมีศาลาพักร้อนริมทางอยู่ข้างๆ เขาจึงเรียกบริเวณนี้ว่า ศาลามะกอก แต่ต่อมาได้เพี้ยนมาเป็น ธารามะกอก อันเป็นชื่อหมู่บ้านนี้ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน