วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ตอนที่ 23 “ท่วมไม่เสีย แล้งไม่เสีย” คือความคิดของชาวลาวบ้านธารามะกอกที่เริ่มส่งเสียลูกหลานให้เรียนสูง

ตอนที่ 23 “ท่วมไม่เสีย แล้งไม่เสีย คือความคิดของชาวลาวบ้านธารามะกอกที่เริ่มส่งเสียลูกหลานให้เรียนสูง

เมื่อชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกทำนาในแต่ละปีต้องพึ่งพาอาศัยสภาพดินฟ้าอากาศเป็นสำคัญ ซึ่งปีไหนเทวดาฟ้าดินใจดีท่านก็ดลบันดาลให้มีฝนตกต้องตามฤดูกาลทำนาได้ ดี  ปีใดท่านโกรธก็บันดาลให้เกิดสภาวะแห้งแล้งฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลทำนาไม่ได้  ปีใดท่านโกรธหนักขึ้นท่านก็บันดาลให้น้ำท่วมไร่นา  การทำไร่ทำนาของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกจึงมีความเสี่ยงสูงมาก เป็นเรื่องที่เข้ากับคำพังเพยที่ว่า ท่วมก็เสีย แล้งก็เสีย

พวกพ่อแม่ผู้ปกครองของลูกหลานลาวเวียงจันทน์ เขาจึงมีความคิดที่จะไม่ให้ลูกหลานของพวกเขาต้องมาตกทุกข์ได้ยากด้วยการทำไร่ทำนาอีกต่อไป วิธีที่ลูกหลานจะไม่ต้องทำนาทำไร่ก็จะต้องส่งเสียพวกเขาให้ได้รับการศึกษาสูงขึ้น และอาชีพที่พวกเขาหมายตาที่จะให้ทำก็คือ อาชีพรับราชการ หรือไม่ก็อาชีพทำงานในเมืองหรือในโรงงานอุตสาหกรรม

ความคิดนี้เองก็จึงเป็นที่มาของการที่ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกเริ่มต้นให้ลูกหลานได้เรียนสูงขึ้นหลังจากจบชั้นประถมปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดหัวดงใต้แล้ว

ในระยะแรกหลังจากมีความคิดเช่นนี้แล้ว ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกยังมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ยังแย่อยู่ ซึ่งก็ยากที่จะส่งบุตรหลานให้เรียนสูงขึ้นได้ พวกเขาจึงได้ใช้วิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายโดยให้ลูกหลานบวชเป็นสามเณรเพื่อใช้ช่องทางนี้ศึกษาเล่าเรียนความรู้ทางศาสนาและทางโลกไปพร้อมๆกัน

จากวิธีนี้เองทำให้ลูกหลานของชาวลาวบ้านธารามะกอกหลายคนสามารถเคลื่อนย้ายฐานะทางสังคมจากอาชีพทำไร่ทำนาอย่างบรรพบุรุษ มาทำอาชีพรับราชการบ้าง เป็นเจ้าหน้าที่คนงานตามเมืองและตามโรงงานอุตสาหกรรมบ้าง  

งานพวกนี้ถึงจะอย่างไร แม้ว่าจะได้เงินดาวน์เงินเดือนน้อยหน่อยแต่ก็ยังดี เพราะเป็นงานที่พวกเขาเรียกว่า ท่วมก็ไม่เสีย แล้งก็ไม่เสีย” เหมือนอย่างทำนาทำไร่

ตอนที่ 22 เพลงชุด “ปริญญาชาวนา” คือตัวอย่างเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก


เพลงชุด ปริญญาชาวนา คือตัวอย่างเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

เพลงชุด ปริญญาชาวนา อาจถือได้ว่าเป็นเพลงอย่างที่ทางพระบอกว่า เพลงขับประกอบด้วยธรรม ด้วยว่าเป็นเพลงที่ให้ความจริงเกี่ยวกับชีวิตคน ฟังแล้วเกิดปัญญา กระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกแห่งคุณงามความดี ไม่ใช่เพลงประเภทประโลมโลกีย์ชนิดน้ำเน่าผู้แต่งเพลงชุดนี้ได้นำเรื่องราวของชีวิตของชาวนาไทยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมาเสนอในรูปของเพลง คนขับขานเพลงขับประกอบด้วยธรรมชุดนี้ คือคุณ ธานินทร์ อินทรเทพ และชีวิตของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกอยู่ติดอยู่ในกลุ่มของชาวนาไทยเหล่านั้นและก็มีวิถีชีวิตเหมือนบทเพลงที่ขับขานไม่มีผิด

เพลงชุด ปริญญาชาวนา มีเพลงและสาระของเพลงดังนี้:

1.ปริญญาชาวนา

เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย จบโรงเรียนประชาบาล ฉันไม่ได้เรียนต่อต้องช่วยพ่อทำนา...
บอกถึงชีวิตเด็กคนหนึ่งต้องออกจากโรงเรียนเมื่อจบชั้น ป.4 ไปช่วยพ่อทำนา เลิกเรียนอ่านเขียนไปใช้ชีวิตในท้องทุ่ง

2.ผู้ชนะคือควาย
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย ฟ้าดำต่ำลงเหนือดงตาล ขี่ควายกลับบ้านผ่านแทรกเตอร์กำนัน...
บอกถึงความสำคัญของควายที่เหนือกว่าเครื่องทุ่นแรงรถไถนาที่ถูกคนรวยนำมาใช้ไถนาแทนควาย

3.ขุดทองกลับบ้าน
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย เดินทางไกลไปหางานดำ ตาดำๆคอยอยู่เมืองไทย...
ความยากจนและความเป็นหนี้สินรุงรังทำให้ต้องเดินทางไปขายแรงงานในตะวันออกกลาง ต้องพลัดพรากจากครอบครัว เมื่อหมดสัญญาจ้างก็เดินทางกลับมาบ้านที่เมืองไทย

4.สงกรานต์น้ำตา
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย เดือนมีนานภาร้อนแรง แสงแดดแผดเผาดิน...
บางรายหลังไปขุดทองเมื่อกลับมาเมืองไทยแล้วคนรักเปลี่ยนไปมีคนรักใหม่ (อย่างที่พูดกันว่า ก่อนไปเสียนา กลับมาเสียเมีย) เมื่อถึงวันสงกรานต์ก็ไม่ยอมกลับบ้าน ทำให้หนุ่มตรอมตรม

5. เทพธิดาผ้าซิ่น
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย ยามดึกนับดวงดาวดวงเดือน ขอยืมเป็นเพื่อนยามนอน...
เมื่อเป็นหนุ่มชาวนาก็ต้องเลือกสาวชาวนาเป็นคู่ทุกข์คู่ยากตามวาสนาของคนยาก

6.นิราศทะเลทราย
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย โอ้เจ้านกขมิ้นเอย ตัวเจ้าเคยเหลืองอ่อน...
เล่าถึงความลำบากของตนที่ออกไปขายแรงงานที่ต่างประเทศ ไปทำงานในทะเลทรายที่เวิ้งว้าง เขียนจดหมายถ่ายรูปทะเลทรายส่งมาถึงคนรัก

7. แผ่นดินของเรา
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย แผ่นดินของใคร ลมไพรโปรดถามหัวใจของข้า...
บอกถึงความรักของคนไกลบ้านว่าไม่มีที่ใดอีกแล้วจะดีไปกว่าบ้านของเรา แม้กายเราจะอยู่ในต่างถิ่นต่างแดน แต่ใจเรานึกถึงแต่แผ่นดินไทยเสมอ

8.แผ่นดินหอม
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย ยามเมื่อน้ำท่วมนา ปลาลำพอง แต่ชาวนาน้ำตานอง...
บอกถึงแผ่นดินท้องนาที่ถูกน้ำท่วมทำให้ชาวนาเป็นทุกข์ ได้แต่อ้อนวอนธรรมชาติให้ช่วยน้ำให้แห้ง

9.แม่โพสพสังสันทน์
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย คิดถึงท้องนาเวลาเกี่ยวข้าว สาวรุมชุมนุมกันมา...
กล่าวถึงการประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวอันเป็นประเพณีดั้งเดิมของไทย

10. ชมนางนา
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย น้องนางอยู่กลางทุ่งนา แม้ด้อยการศึกษา...
เป็นคำชมความงามและความดีของสาวชาวนา แม้ว่าจะด้อยการศึกษา ไม่ได้เรียนหนังสือเกิน ป.4 และไม่งามเลิศลอยเหมือนชาวกรุง แต่เธอทั้งหลายก็เป็นผู้มีคุณูปการต่อคนทั้งหลายในฐานะผู้ผลิตข้าวเลี้ยงชาวไทยและชาวโลก

11. แม่พิมพ์-ดาวสุพรรณ
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย พิมพิลาไล ๆ นางน้องครองใจ งามพิลาไล...
เป็นคำชมความงามและความดีของน้องนางบ้านนาที่เป็นที่รักของตัวเอง

12. กล่อมนิทรา
เนื้อเพลงขึ้นต้นด้วย นกละเมอเพ้อครางในกลางดึก ต้นไม้ยืนหลับนิ่งทุกสิงขร....
เป็นการขับกล่อมหญิงน้องนางบ้านนาผู้เป็นที่รักให้หลับและฝันดี

ตอนที่ 21 เจ๊กไส้กับเจ๊กพงษ์ผู้มีคุณูปการต่อชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

เจ๊กไส้กับเจ๊กพงษ์ผู้มีคุณูปการต่อชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

เจ๊กไส้กับเจ๊กพงษ์เป็นพ่อค้าคนจีนปล่อยเงินกู้บ้านอยู่ที่เก้าเลี้ยว และถือได้ว่าเป็นผู้มีคุณูปการอย่างยิ่งยวดต่อชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก เพราะหากไม่ได้คนจีนผู้มีใจเมตตาทั้งสองคนนี้คอยประคับประกองพวกเราชาวบ้านธารามะกอกก็อาจจะย่ำแย่ไปกว่านี้ก็ได้

ก็อย่างที่กล่าวมาบ้างแล้วในตอนแรกๆนั้นว่า พวกลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกเป็นผู้มีอาชีพทำไร่ไถ่นากันเป็นพื้น เงินทองของนอกกายที่จะได้มาเพื่อการเลี้ยงชีพของตนเองและครอบครัว ก็ได้มาจากการขายผลผลิตทางด้านเกษตรคือข้าวและผลิตผลทางการเกษตรอื่นๆนี่แหละ

การเกษตรเมื่อครั้งกระนั้นเป็นเกษตรต้องพึ่งพาธรรมชาติอย่างเดียว ปีไหนดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวยไม่แล้งหรือน้ำไม่ท่วมชาวบ้านลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกก็พอจะลืมตาอ้าปากพอเลี้ยงตนเอง เลี้ยงครอบครัวได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินของคนอื่นมาซื้อเข้าของของกินของใช้

แต่ปีที่สภาวะดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวยอย่างที่ว่าจะน้อยกว่าปีที่ไม่เอื้ออำนวย ปีไหนที่เกิดภาวะวิกฤติฝนฟ้าไม่ตกต้องต้องตามฤดูกาล หรือ ปีไหนเกิดภาวะน้ำท่วมข้าวในนาเสียหาย คนที่ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกนึกถึงเป็นคนแรกก็คือเจ๊กไส้และเจ๊กพงษ์

เมื่อไปเอาเงินกู้จากเจ๊กไส้กับเจ๊กพงษ์มาแล้วพวกที่กู้มาก็จะใช้หนี้เงินกู้ให้ในปีถัดมา เมื่อใช้เงินต้นไม่พอก็อาจใช้แต่ดอกเบี้ย และนายทุนปล่อยเงินกู้ทั้งสองคนก็จะรีบมาตวงข้าวที่เป็นเงินต้นหรือดอกจากลานข้าวของผู้นั้นตั้งแต่ยังไม่ทันที่ข้าวจะถูกขนมาไว้ในยุ้งฉางในบ้านด้วยซ้ำไป

วงจรแห่งความชั่วร้ายก็จะต้องเป็นอย่างนี้อยู่เป็นประจำทุกปีๆ จนมีคำพังเพยพูดกันเล่นๆว่า พวกเราทำนาแต่ข้าวไปอยู่กับเจ๊กไส้เจ็กพงษ์

หากชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกคนไหนส่งดอกส่งต้นไม่ทันติดต่อกันหลายปีเข้า ที่นาของผู้นั้นก็ต้องตกเป็นของเจ๊กไส้เจ๊กพงษ์ตามระเบียบโรงเรียนจีน

ตอนที่ 20 ลูกหลานชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกกับเจ๊กคี้

ตอนที่ 20 ลูกหลานชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกกับเจ๊กคี้

เจ๊กคี้ที่เอ่ยถึงนี้เป็นคนจีนสูงอายุบ้านอยู่ในตลาดท่าใหญ่ที่หน้าวัดหัวดงใต้ แกเป็นคนที่ขยันขันแข็งในการทำมาหาเลี้ยงชีพเหมือนคนจีนทั่วไป ซึ่งแม้ว่าแกจะมีอายุมากแล้วแต่แกยังไม่เกษียณอายุตัวเองอยู่กับบ้านเฉยๆสักที  แกเป็นหนึ่งในบุคคลที่ลูกหลานชาวบ้านธารามะกอกชื่นชอบมาก เพราะทุกวันแกจะหาบสินค้ายอดนิยมของแกออกตระเวนขายไปตามหมู่บ้านต่างๆและก็ไม่เว้นที่จะมาที่หมู่บ้านธารามะกอกนี้ด้วย


สินค้ายอดนิยมของแกก็คือ ลอดช่องสิงคโปร์ในแต่ละวันในช่วงบ่ายๆพวกเราลูกหลานลาวชาวบ้านธารามะกอกที่ยังไม่เข้าโรงเรียนก็จะคอยชะเง้อคอย มองทาง ว่าเมื่อไรแกจะมาสักที ในมือของพวกเราแต่ละคนก็จะกำเหรียญสิบเหรียญสลึงเอาไว้ในมือเพื่อเตรียมไว้ซื้อสินค้ายอดนิยมของแกและเป็นของโปรดปรานมากของพวกเรา 


ในตอนนั้นพวกเรามีความรู้สึกว่าแกมีอะไรที่ไม่เหมือนกับคนไทยและคนลาวทั่วไป เพราะดูที่หมวกแกใส่กันแดดก็ออกจะประหลาด ดูเทอะทะใหญ่โตลักษณะปีกกว้างกว่าหมวกหรืองอบที่ชาวบ้านหัวดงและที่บ้านธารามะกอกเขาใส่กัน ไม้คานที่ชาวบ้านชาวช่องธรรมดาเขาใช้หาบสิ่งของกันนั้นเล่าเขาก็จะทำด้วยไม้ไผ่ซึ่งเวลาหาบของเดินไปมันก็จะอ่อนยวบยาบตามแรงก้าวเดินของคนหาบ  แต่ไม้คานของเเกสิมันเหมือนกับเป็นท่อนไม้กลมๆทั้งท่อน ซึ่งเวลาแกใช้มันหาบชามใส่ลอดช่องมาขายก็ดูออกจะเข็งทื่ออย่างไรชอบกล


พอเห็นแกเดินมาแต่ไกลพวกเราลูกหลานลาวเวียงจันทน์ก็จะร้องเพลงต้อนรับแกด้วยความสนุกสนานทุกครั้งที่แกมา ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแกรู้ความหมายของเพลงที่พวกเราร้องหรือเปล่า และหากแกรู้ความหมายของมันแกจะดีใจหรือเสียใจพวกเราก็ไม่ทราบได้

เนื้อร้องของเพลงที่พวกเราร้องต้อนรับแกมีความสั้นๆว่า ลอดช่องสิงคโปร์ๆๆ  เจ็กคี้โคตวยมาขายลอดช่อง ๆๆๆ  และเมื่อเวลาที่พวกเราซื้อสินค้ายอดนิยมคือลอดช่องสิงคโปร์กินกันเสร็จสรรพเรียบร้อยดีแล้วและแกก็ยกไม้คานหาบชามลอดช่องขึ้นบ่ากำลังจะออกเดินไปขายที่อื่น เราก็จะปรบมือและร้องเพลงส่งแกด้วยเพลงเดียวกันนี้แหละ

วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ตอนที่ 19 น้าหริและน้าพานผู้จุดประกายการร้องเพลงให้แก่ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

ตอนที่ 19 น้าหริและน้าพานผู้จุดประกายการร้องเพลงให้แก่ชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

น้าหริเป็นชื่อเรียกด้วยภาษาปากที่พวกเราลูกหลานชาวลาวบ้านธารามะกอกใช้เรียกน้า สิริ ซึ่งเป็นลาวโซ่ง ลาวอีกประเภทหนึ่งที่มีรกรากอยู่ที่อำเภอหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี แต่มาแต่งงานอยู่กินกับน้า พาน ลูกสาวชาวบ้านลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอก

น้าหริของพวกเรามีอาชีพเสริมที่ไม่เหมือนกับอาชีพของชาวบ้านธารามะกอกหรืออาชีพของคนไทยในละแวกนั้น คือ แกมีเครื่องไฟผลิตกระแสไฟฟ้าและเครื่องขยายเสียงสำหรับรับจ้างไปในงานต่างๆตามแต่ผู้ว่าจ้างจะหาไป เวลาจะเดินทางไปในงานที่เจ้าภาพว่าจ้าง แกก็จะใช้เกวียนเทียมควายขนอุปกรณ์เครื่องไฟ ลำโพง เครื่องขยายเสียง เป็นต้นไป และเมื่อว่างงานไม่มีเจ้าภาพมาว่าจ้าง แกก็จะถือโอกาสประชาสัมพันธ์เครื่องไฟของแกด้วยการติดเครื่องไฟ เปิดเครื่องขยายเสียง เปิดแผ่นเสียงเพลงที่โด่งดังในสมัยนั้น เสียงเพลงจากเครื่องเสียงและลำโพงขนาดยักษ์ที่ติดตั้งอยู่ที่ปลายยอดยางใหญ่ ดังกึกก้องไปทั่วสามบ้านแปดบ้าน


เสียงเพลงที่แกเปิดจากแผ่นเสียงมีเพลงทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเพลงรัก เพลงเพื่อชีวิต เพลงหมอลำ เป็นต้น เพลงที่ลูกหลานลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกยังจำได้จนขึ้นใจจากการจุดประกายของเสียงเครื่องไฟของน้าหริจวบจนกระทั่งทุกวันนี้ ที่เป็นเพลงรักๆใคร่ๆ ก็มี เพลงของ ชัยชนะ บุณยโชติ ชื่อเพลง บางกอกน้อย ที่มีเนื้อร้องในวรรคต้นว่า สุดคลองบางกอกน้อย พลายเรือตามหาบัวลอย จนเหงื่อพี่ย้อยโทรมกาย... เพลงของคุณ ก้าน แก้วสุพรรณ คือ เพลง รอยไถแปรที่มีเนื้อร้องขึ้นต้นว่า ทุ่งนาแดนนี้ข้าเคยไถทำ สองมือข้าเคยหว่านดำ ฤดูฝนพรำหน้าก่อน... เพลงเพื่อชีวิต จากเสียงร้องของ คำรณ สัมปุณณานนท์  ก็มีเพลง เด็งนาง ที่มีเนื้อร้องว่า เด็งนางเด็งนางกางโกง ผมจะเปิดโปง เมื่อสมัยคุณย่า... และก็เพลง มนต์การเมือง ที่ขึ้นต้นว่า เสียงโฆษณาของนักการเมือง ยกเอาแต่เรื่องที่ดีงามมาพูดจา มีหนังมาฉาย ให้ชาวไร่ชาวนา ได้ดูได้ชมกันทั่วหน้า ระรื่นตื่นตากันทั่วไป... เพลงสนุกๆชื่อ "เสียงครวญจากเกาหลี" ของ สมศรี ม่วงศรเขียว ที่ท่อนแรกขึ้นต้นว่าโออารีดัง  ก่อนยังเคยชื่นบาน....

พวกเราชาวลูกหลานชาวลาวเวียงจันทน์ชาวบ้านธารามะกอก แม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็ยังประทับใจกับเพลงที่น้าหริเปิดในสมัยนั้น และบางทีเมื่อได้รับเชิญให้ขึ้นเวทีร้องเพลงตามงานต่างๆ นึกเพลงอะไรไม่ทัน ก็จะงัดเอาเพลงดังในอดีตเหล่านี้มาร้องกันพอแก้ขัดไปได้เหมือนกัน

ตอนที่ 18 ประเพณีการ “ซู” กันเป็นวัฒนธรรมประเพณีอย่างหนึ่งของหนุ่มสาวลาวเวียงจันท์บ้านธารามะกอก

ประเพณีการซูกันเป็นวัฒนธรรมประเพณีอย่างหนึ่งของหนุ่มสาวลาวเวียงจันท์บ้านธารามะกอก

เรื่องของกามารมณ์ การรักใคร่ การสมสู่ การแต่งงาน และการสืบสายพันธุ์เป็นเรื่องปกติสำหรับมวลมนุษยชาติหญิงชายไม่ว่าจะเป็นเราหรือเป็นเขา แต่ที่แปลกกว่าที่อื่นก็คือชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกเมื่อหนุ่มสาวรักใคร่ชอบพอกันแทนที่จะสู่ขอแต่งงานกันตามประเพณีเหมือนคนไทยในบ้านหัวดงและคนไทยหมู่บ้านอื่น

พวกเขาจะใช้วิธี ซู คือ การที่ฝ่ายชายเมื่อไปนั่งคุยกันบนบ้านของฝ่ายหญิงในเวลากลางคืนก็จะใช้ระยะช่วงกลางดึกหรือตอนก่อนสว่างดอดเข้าไปนอนกับฝ่ายหญิงที่ห้องนอนที่บ้านของฝ่ายหญิง ซึ่งเมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ทางพ่อแม่ญาติพี่น้องของฝ่ายหญิงก็จะกักตัวฝ่ายชายไม่ให้ออกจากห้องนอน ให้คนรีบไปตามญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายให้มาทำความตกลงกัน ว่าจะจัดการแต่งงานกันแบบไหน จะเอาสินสอดทองหมั้นกันอย่างไรและเป็นจำนวนมากน้อยเพียงไร

เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะกำหนดวันที่จะแต่งงานกันโดยวิธีรวบรัดที่เรียกว่า ผูกแขน คือเอาด้ายสายสิญจน์มาผูกแขนทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาว  และงานกินดอง คือจัดงานเลี้ยงในงานผูกแขน เมื่อได้ดำเนินการให้เป็นไปตามที่ตกลงกันเสร็จแล้วหญิงชายก็จะอยู่ด้วยกันที่บ้านของฝ่ายหญิง ช่วยพ่อแม่ของฝ่ายหญิงทำไร่ทำนาไปสักระยะหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นปีสองปี

เมื่อหนุ่มสาวคู่นี้มีลูกด้วยกันแล้วถึงจะแยกครอบครัวไปอยู่ต่างหากในภายหลังได้  เมื่อไปอยู่ที่บ้านของฝ่ายหญิงฝ่ายลูกเขยต้องให้ความเคารพนับถือ พ่อเฒ่า(พ่อตา)” “แม่เฒ่า(แม่ยาย)” เป็นอย่างยิ่ง  ต้องขยันขันแข็งในการทำไร่ทำนา ชนิดหนักเอาเบาสู้ ไม่เป็นประเภทหยิบหย่งเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

ตอนที่ 17 ผีปอบเข้าลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกเป็นเรื่องธรรมดา

ผีปอบเข้าลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกเป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อตอนที่อพยพมาอยู่ที่บ้านธารามะกอกกันในช่วงแรกๆ พวกลาวเวียงจันทน์ที่หมู่บ้านนี้เคยพบกับเรื่องพิลึกพิลั่นอย่างหนึ่ง คือเรื่องของผีปอบมาเข้าคน  ผีปอบมันจะเลือกคนที่มันจะเข้า โดยมันจะมาเข้าเฉพาะผู้หญิงที่ใจอ่อนไหว ซึ่งมันรู้อย่างไรก็ไม่ทราบได้ว่าผู้หญิงคนไหนใจอ่อนผู้หญิงคนไหนใจแข็ง ทั้งหญิงสาวและหญิงไม่สาวชาวลาวเวียงจันทน์ถูกผีปอบเข้าหลายคน  เวลาที่มันเข้าคนไหน คนนั้นก็จะแสดงอาการหลบตาคล้ายกับอายไม่ยอมสบตาใครๆ บางคนเมื่อถูกผีปอบเข้าก็จะแสดงอาการแปลกๆเช่นร้องไห้ออกมา เป็นต้น


วิธีที่จะให้ผีปอบออกจากร่างของคนที่มันเข้าได้ก็ต้องไปหาหมอผีมาทำพิธีขับออก ซึ่งเมื่อหมอผีมาถึงเขาก็จะทำพิธีแล้วเอาด้ายสายสิญจน์มาผูกข้อมือข้อเท้าของคนที่ถูกผีปอบเข้านั้นทั้งสองมือสองเท้าเอาไว้ก่อน จากนั้นเขาก็จะสอบถามว่าผีปอบตัวที่มาเข้าเมื่อตอนที่ยังไม่ตายจากโลกมนุษย์เป็นใคร ทำไมจึงได้กลายมาเป็นผีปอบ เป็นต้น

ถ้ามันเงียบไม่ยอมพูด หมอผีก็จะใช้อาวุธสำหรับปราบผีคือต้นข่าเสกมาหวดลงที่ตัวคนที่ถูกเข้านั้น  เมื่อมันถูกตีผีปอบมันก็จะร้องและแสดงอาการเจ็บปวดออกมาให้เห็น แล้วมันก็ยอมเปิดปากบอกว่ามันเป็นใครและมาที่หมู่บ้านธารามะกอกได้อย่างไรและมาตอนไหน เป็นต้น

พอมันบอกข้อมูลเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว หมอผีก็จะสั่งสอนไม่ให้มันมาทำอย่างนี้อีก แล้วบอกว่าให้ออกไปเสีย พอสั่งสอนและบอกอย่างนี้แล้ว ก็แก้ด้ายสายสิญจน์ออกจากข้อมือข้อเท้าของคนที่ถูกผีปอบเข้านั้น ผู้ที่ถูกผีปอบเข้านั้นก็จะแสดงอาการปวดปัสสาวะ ซึ่งพอเธอไปปัสสาวะที่นอกชานบ้านเสร็จกลับมา  อาการถูกผีเข้านั้นก็หายไป กลับกลายสภาพมาเป็นคนปกติ  และคนที่ถูกผีปอบนั้นทุกรายจะแสดงความแปลกใจที่เห็นผู้คนมาชุมนุมกันอยู่บนบ้านมากมาย 

การณ์ปรากฏว่าผู้หญิงลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกคนแล้วคนเล่าได้ถูกผีปอบเข้าและถูกหมอผีไล่ออกทุกครั้งไป เหตุการณ์เป็นอย่างนี้อยู่นานจนกลายเป็นเรื่องปกติไม่น่าตื่นเต้นเหมือนตอนแรกๆ


ผีปอบตัวที่มาเข้าพวกผู้หญิงลาวเวียงจันทน์ใจอ่อนไหวบ้านธารามะกอกนี้ จากที่มันเปิดปากบอกแก่หมอผี มันบอกว่ามันชื่อ ไอ้หมา  เป็นผีจากบ้านมาบมะขาม อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งโคตรเหง้าเหล่ากอของมันก็คือพวกลาวเวียงจันทน์ที่อพยพมาจากอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีเหมือนกัน แต่แยกพวกไปอยู่ที่นั่น

มันบอกต่อไปว่า แต่แรกเมื่อมันตายจากโลกมนุษย์แล้วมันก็เป็นผีปกตินี่แหละ แต่แม่ของมันมีความรักความอาลัยในตัวของมันมาก ได้หาอาหารมาใส่ไว้ในตู้กับข้าวแล้วเรียกให้มันกินทุกวันเหมือนเมื่อครั้งที่มันยังมีชีวิตอยู่ แรกๆมันก็ไม่มากินหรอก แต่นานเข้าเกิดความสงสารแม่เลยยอมกินอาหารที่แม่จัดให้เรื่อยมา




จนกระทั่งมันกลายจากผีปกติเป็นผีปอบ เที่ยวเข้าคนนั้นคนนี้ที่บ้านมาบมะขามเป็นประจำ และที่มันมาที่บ้านธารามะกอกคราวนี้ มันกะว่าจะมาเที่ยวนอกสถานที่ ก็เลยถือวิสาสะนั่งมาในหาบกระบุงของคนบ้านมาบมะขามที่หาบเอาสิ่งของต่างๆมีผักเป็นต้นมาแลกข้าวสารที่หมู่บ้านธารามะกอกนี้เอง


คำบอกเล่าของผีปอบหมาที่บอกกับหมอผีข้างต้นน่าจะจริงแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งที่ยังบอกไม่หมดนั้น ก็คือ นายหมาเมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่นั้นน่าจะเป็นผู้ที่เรียนคาถาอาคมหรือเรียนวิชาไสยศาสตร์แล้วไปละเมิดข้อห้ามที่ครูบาอาจารย์ผู้สั่งสอนวิชาอาคมได้ห้ามเอาไว้ ซึ่งในภาษาของชาวลาวเวียงจันทน์บ้านธารามะกอกเขาเรียกข้อห้ามนี้ว่า "ขะลำ" เช่น เขาห้ามไม่ให้ลอดไม้ค้ำต้นกล้วย ไม่ให้ลอดราวผ้า ไม่ให้ละเมิดลูกเขาเมียใคร เป็นต้น คนที่ละเมิดข้อห้ามเช่นนี้เมื่อตายไปก็จะเป็นผีปอบ เพียงแค่จัดสำรับกับข้าว จัดที่หลับที่นอนให้แก่ลูกหลานที่ตายไป ไว้ในบ้าน เขาถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของวัฒนธรรมประเพณีของชาวลาวเวียงจันท์โดยทั่วไปอยู่แล้ว